เขาไม่ได้เจ็บตัวจนถึงกับแข้งขาหัก ต่างจากที่กลัวไว้มาก แค่มีจ้ำเขียวบ้างม่วงบ้าง ช้ำดำเป็นจุดๆ
“โอยยย”
เป็นครั้งแรกที่โดนลงโทษถึงเนื้อถึงตัวหนักขนาดนี้นับตั้งแต่มินช่อลลืมตาเกิดมาจนมีเส้นผมงอกบนหัว เขาเพิ่งสำเหนียกว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นร้ายแรงแค่ไหน ทว่า อีกใจหนึ่งก็รู้สึกไม่ยินยอม
“ถ้ามันเป็นไวน์ขวดสำคัญขนาดนั้นก็น่าจะประกาศให้รู้หน่อยสิ เขียนแปะไว้ก็ได้ว่าห้ามดื่มเด็ดขาด”
คิดมาถึงตรงนี้ ไวน์ราสเบอร์รี่ที่ได้ชิมครั้งนั้นก็วาบขึ้นมาในความทรงจำ ราวกับความอึดอัดทั้งปวงตกตะกอนนอนก้น ทำให้เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว นับว่าเขาได้ลิ้มรสไวน์สุดยอดไปเรียบร้อยแล้ว
“เฮ้อ พังหมด ที่จริงวันนี้ต้องไปรับไวน์ซะด้วย…”
มินช่อลโดนริบกระทั่งมือถือ ไร้หนทางติดต่อไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโทรฯ ออกหรือรับสายเรียกเข้า
“จบข่าว คงต้องแล้วๆ กันไปล่ะมั้ง คนเขาก็ต้องทำมาหากินเหมือนกัน ไวน์มีไว้ขายนี่นา”
คนถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านจะให้คาดหวังอะไรเล่า
***
ณ ห้องทำงานท่านประธานใหญ่
ใบหน้าอีเทกังยับย่นเช่นเคย ซ้ำร้าย ข่าวไม่น่าพิศมัยยังตามมาหลอนทางโทรศัพท์
“อะไรนะ ไม่มี? อีกแล้วรึ”
[ครับท่าน รอบนี้ไวน์ราสเบอร์รี่เกรดพรีเมียมยังไม่เข้ามาครับ]
หลังวางสายจากผู้ใต้บังคับบัญชาตำแหน่งหัวหน้าซึ่งเขาเป็นคนส่งไปร่วมงานประมูล ความหงุดหงิดก็หวนกลับมาหาอีเทกังราวกรดไหลย้อน เขาตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอจดจ่ออยู่แต่การประมูล ทว่า ต่อให้มีของก็ไม่ได้การันตีว่าเขาจะประมูลได้
‘อีหรอบนี้ ก่อนนาคามุระซังกลับญี่ปุ่นเราคงหมดโอกาสทำคะแนนแน่ๆ…’
เขานึกถึงหน้าเจ้าลูกชายคนสุดท้อง สบถพลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ฮึ่ม เพราะไอ้ลูกไม่รักดีแท้ๆ เจ๊งหมดเลยโว้ย”
ครู่สั้นๆ อีเทกังตัดสินใจต่อสายหาหัวหน้าอีทันที ด้วยไม่อาจเก็บความโมโหไว้ได้อีก
“ดูตั๋วไปฮาวายให้ฉันหน่อย …ไม่ๆ ฉันไม่ได้เป็นคนไป …อืม ที่เดียวพอ วันที่ก็เลือกราวๆ กลางอาทิตย์หน้า”
หากเอาตามความรู้สึกตอนนี้ สมควรต้องเนรเทศมินช่อลไปยังถิ่นทุรกันดารเสีย เขาจึงจะผ่อนความโกรธลงได้บ้าง ใครจะรู้ล่ะ มันอาจเป็นวิธีที่ดีในการทำให้มินช่อลโตเป็นผู้ใหญ่ได้สักที วางสายเสร็จ อีเทกังก็พึมพำกับตัวเอง
“หัวดีอย่างพวกพี่ๆ รึก็เปล่า ขยันรึก็ไม่ ควรต้องมีอะไรดีบ้างสิ สักอย่างหนึ่งน่ะ”
เท่านั้นไม่พอ เจ้าลูกคนนี้ยังไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ไม่นำพาการปฏิบัติตนให้สมกับเป็นทายาทมหาเศรษฐีเสียอีก หากจะให้เฟ้นหาข้อดีคงมีเพียงข้อเดียว นั่นคือ มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ รู้จักผู้คนหลากหลายกว้างขวางกว่าเพื่อนวัยเท่าๆ กัน
“มนุษยสัมพันธ์สำคัญก็จริง แต่มันช่วยให้ท้องอิ่มได้หรือไง”
เมื่อใดที่คนเราลองมีอคติเข้าสักหนหนึ่ง สิ่งดีงามที่เห็นตลอดมามีสิทธิ์กลับกลายเป็นข้อจงเกลียดจงชังได้ ความสัมพันธ์กว้างขวางแค่ไหน ต้องการสักเท่าไหร่ เงินสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งนั้นไม่ใช่หรือ อย่างไรก็ตาม คนในสังคมทุกวันนี้ก็คบหากันแบบผลประโยชน์ต่างตอบแทนอยู่แล้วนี่ แม้จะมีส่วนน้อยที่เหมารวมไม่ได้ก็เถอะ
อย่างเชฟโกกยองฮานั่นไง
ถ้าถมเงินเพื่อซื้อตัวหรือโน้มน้าวเขาได้ หัวหน้าอีคงไม่ต้องเข้าๆ ออกๆ งานประมูลเป็นว่าเล่นเช่นนี้ และไม่ใช่ว่าอีเทกังไม่ลองพยายามเข้าถึงโต้งๆ กี่ครั้งกี่หนแล้วล่ะที่เขาเพียรส่งคนไปเยือนฮันอุลสาขารอง? ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะไวน์ราสเบอร์รี่พรีเมียมนั้นควรค่าแก่การลงทุนลงแรง ไม่เพียงเป็นของหายาก รสชาติยังเด่นล้ำขนาดที่นำมารินต้อนรับแขกทรงเกียรติแล้วสามารถพาผลลัพธ์งามๆ กลับมาให้ได้ กำไรเห็นๆ
ทว่า โลกนี้มีสิ่งที่สำเร็จได้ด้วยความพยายามฉันใด ย่อมมีสิ่งที่ไม่อาจสำเร็จได้แม้จะพยายามแค่ไหนฉันนั้น
การซื้อตัวเชฟโกกยองฮาจัดอยู่ในจำพวกหลัง
‘พื้นเพบ้านๆ ก็ว่าไปอย่าง นี่มีกระทั่งประธานาธิบดีเป็นแบ็ค…’
ประธานาธิบดีคนปัจจุบันชมชอบทะนุถนอมเขาแค่ไหน อาศัยแค่ดูผ่านจอทีวีก็รู้ได้ไม่ยาก ต่อให้เป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจมาเอง ก็ไม่มีทางอาจหาญเข้าต่อกรกับอำนาจประธานาธิบดีอยู่แล้ว
นาฬิกาเดินไม่หยุด เวลามีค่าดั่งทอง จะให้มาสูญเปล่าเพราะเรื่องเล็กน้อยคงไม่ใช่ที่ อีเทกังวางความคิดทั้งหมดลง ก่อนหันไปเริ่มสะสางเอกสารการเงินต่างๆ ตรงหน้า
***
ผ่านมาวันแล้ววันเล่า กยองฮาอดกังวลเรื่องมินช่อลไม่ได้จริงๆ
“ถึงขนาดโทรศัพท์ไม่ติด แปลว่าต้องมีปัญหาอะไรแน่”
ด้วยความที่ตอนเจอกันอีกฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงหลบหนี ค่อนข้างมีความเป็นไปได้ว่ามินช่อลจะงานเข้า
และแล้วมินช่อลก็กลับมาหากยองฮาในบ่ายวันพุธ ทว่า ไม่ได้พาพร้อมกยูนซัง แต่มาพร้อมบอดี้การ์ด ไม่รู้ว่าไปผ่านความลำเค็ญที่ไหนมา สีหน้าอิดโรยดูแทบไม่เป็นผู้เป็นคน
“พังไปหมดเลยนะครับ ผมพลาดเองที่โดนจับได้”
เขาคิดว่า ควรบอกกล่าวสาเหตุให้รู้กันเสียหน่อย อย่างไรกยองฮาก็ลั่นปากไว้แล้วว่าจะรับฟังนี่นา
“งั้นคุณพ่อให้อภัยแล้วใช่ไหมครับ”
“อภัยอะไรล่ะครับ พรุ่งนี้ผมต้องไปฮาวายแล้ว” มินช่อลทำหน้าเหมือนได้รับกรรมหนัก
“ฮาวายเหรอครับ”
“เนรเทศไงครับ สงสัยแม้แต่หน้าผมก็ไม่อยากเห็นแล้วมั้ง”
ประโยคที่หลุดออกมาจากปากอย่างร้าวรานทำให้กยองฮาอดเห็นใจไม่ได้
“ไหนๆ ก็ไหนๆ ก่อนเดินทางไกล ถ้าได้ไวน์ราสเบอร์รี่สักแก้วคงดีนะครับ แต่ขายไปแล้วแน่เลย ใช่ไหมครับ”
มินช่อลพูดตามที่ตนคิด ก็ใครให้เขามาผิดจังหวะเองล่ะ
“ยังมีอยู่ครับ” กยองฮาตอบ
“ครับ?” มินช่อลตะลึง
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น กยองฮาหยิบไวน์ราสเบอร์รี่ที่เก็บไว้อย่างดีมาให้ดู มินช่อลเบิ่งตาโตเท่าโคมไฟ
‘ดะ เดี๋ยวนะ ถ้าเอาไปให้คุณพ่อตอนนี้จะเป็นยังไงนะ’
ความคิดเอย จงซับซ้อนยิ่งขึ้น
***
อีเทกังถามทันทีไม่รีรอ
“ไปหามาจากไหน”
“จากเชฟโกกยองฮาครับ”
มินช่อลนั้นคิดแค่ต้องการชดใช้ความผิดที่ตนก่อ แต่อีเทกังกลับคิดต่างออกไป
“ได้จากเจ้าตัวเลยรึ”
“ครับ”
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครเคยได้เหล้าหมักจากมือเชฟโกกยองฮาโดยตรงมาก่อนแม้แต่คนเดียว แววตาที่อีเทกังมองลูกชายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ใช้วิธีไหน”
“พอดีรู้จักกันเป็นการส่วนตัวครับ” มินช่อลนึกถึงคำพูดกยองฮาที่เอ่ยกับเขาวินาทีสุดท้ายก่อนกลับบ้าน
กยองฮากังวลเรื่องที่เขายอมแหกกฎเปิดโอกาสให้มินช่อลเป็นกรณีพิเศษ ด้วยกลัวว่า ต่อไปอาจเกิดการเลียนแบบได้ เช่น ใช้วิธีเดียวกันเพื่อหาประโยชน์
‘รู้จักเป็นการส่วนตัว?’ อีเทกังแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาเริ่มสงบใจไม่ได้
มินช่อลจำต้องปรามให้บิดาระงับความตื่นเต้นให้ได้ จึงลอบสังเกตท่าทีอีกฝ่าย ก่อนจะค่อยๆ อธิบาย
“เพราะเหตุจำเป็น เชฟเลยยกเว้นให้แค่ครั้งนี้น่ะครับ…”
กระทั่งเหตุผลเช่นนี้อีเทกังยังรับฟังอย่างยินดี โดยตีความไปเองว่า ถึงขนาดยอมยกเว้นให้แปลว่า รู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัวจริง แม้จะตงิดๆ นิดๆ ว่าสถานการณ์ตอนนี้ออกจะทะแม่งๆ ไม่ค่อยสอดคล้องกันอย่างไรชอบกลก็เถอะ
“แกไม่รู้มาก่อนเลยรึว่าเขาหมักเหล้าเอง”
“ครับ ยังไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้น แค่รู้จักเฉยๆ ครับ ผมเพิ่งรู้ตอนเกิดเรื่องนี่เอง เจ้าตัวยังบอกด้วยว่าไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ”
เมื่อลองคิดแทนเชฟโกกยองฮา ก็เข้าใจเหตุผลของเขาได้ไม่ยาก
‘อืม ถ้าเที่ยวโพนทะนาไปทั่ว วงประมูลอาจล่มได้นี่นะ’
สิ่งสำคัญสำหรับอีเทกังตอนนี้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมินช่อลลูกชายคนเล็กกับกยองฮาต่างหาก
“ไปรู้จักกันได้ยังไงล่ะ”
***
กยูนซังติดแหง็กอยู่ในห้องขัง
“จึ๊ เป็นงี้ได้ไงวะ…”
สาเหตุที่ถูกกักตัวอยู่ที่นี่ไม่มีอะไรซับซ้อน เขาแลกหมัดนัวกับคนของท่านประธานใหญ่อีเทกัง จึงโดนแจ้งความโทษฐานประทุษร้าย ปกติแค่ผลักผู้อื่นก็นับเป็นผู้ต้องหาคดีนี้ได้แล้ว นี่อีกฝ่ายยืนยันขณะเขาให้การปฏิเสธว่า ถูกข้อศอกถองเต็มหน้าเช่นนั้น เขาจะพ้นข้อหาได้อย่างไร ต่อให้เดิมทีกยูนซังและท่านประธานใหญ่ฮันโบกรุ๊ปมีเส้นที่ไม่อาจก้าวล้ำอยู่ก็ตามโนlวลกูดอทคoม
“จะปล่อยเมื่อไหร่เนี่ย เบื่อข้าวคุกจะแย่แล้วโว้ย”
ต้องเกิดการยอมความ เขาถึงจะออกจากห้องขังได้ ซึ่งผู้มีอำนาจตัดสินใจ ย่อมเป็นบิดาของมินช่อล
จู่ๆ ประตูห้องขังก็เปิดขณะกำลังคิดเรื่องนี้พอดี
“เชิญครับ คุณรยูกยูนซัง”
กยูนซังอ้าแขนรับอิสรภาพทั้งที่หน้ายังแข็งค้างด้วยความอึ้ง
‘เจ้าเด็กมินช่อลจะรอดไหมหว่า’
เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของมินช่อล แน่ใจเกือบเต็มร้อยว่ามินช่อลไม่น่าพ้นชะตากรรมร้ายแรงที่สุด เอาแค่ขโมยดื่มไวน์ราสเบอร์รี่ของรักของหวงท่านประธานใหญ่จนหมดขวดแค่หนึ่งกระทงก็หนักมากแล้ว บวกเพิ่มเรื่องหนีความผิดเข้าไปอีกหนึ่งกระทง ยังจะเหลืออะไร
‘เจ้านั่นจริงๆ เป็นเด็กดีจะตาย’ ความสงสารเริ่มก่อตัวขยายใหญ่
แม้จะชอบเที่ยวเล่นไร้สาระตามประสา แต่ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครหน้าไหนเลย
“มีการถอนฟ้อง ยอมความครับ”
“แหงสิครับ”
กระทั่งตอนก้าวเท้าออกมานอกสถานีตำรวจ กยูนซังก็ยังนึกเป็นห่วงมินช่อลไม่คลาย
ตอนนั้นเอง ที่มินช่อลตรงเข้ามาหา
“ลำบากแย่เลย อ่ะ พี่ เต้าหู้…”
การมอบเต้าหู้ให้ผู้ที่เพิ่งพ้นจากคุกหรือห้องคุมขัง หมายถึงการช่วยชำระล้างให้สะอาดทั้งกายใจ กยูนซังไม่มีแก่ใจจะเว้นจังหวะให้ตัวเองโวยวายว่า ทั้งคู่ยังอยู่กันหน้าสถานีตำรวจ
“มานี่ได้ไง”
“ก็…พอเอาไวน์ราสเบอร์รี่ไปคืนปุ๊บ หายโกรธเฉยเลย”
“แต่แกถูกลากตัวกลับไปไม่ใช่เหรอ อย่าบอกนะว่าหนีออกมา”
“เล่าละเรื่องมันยาว ว่าแต่ ผมสร้างเรื่องให้พี่ พรุ่งนี้ไปกินข้าวกันนะ ผมเลี้ยงเอง”
“เฮ้ย เรื่องของวันนี้ก็ต้องทำวันนี้ดิ ทำไมต้องพรุ่งนี้ด้วยวะ” ไม่ต้องให้ชวน กยูนซังก็เบื่อข้าวคุกแทบตายแล้ว
“ร้านที่จะไปปิดวันนี้น่ะสิ”
มินช่อลเถียงกยูนซังที่กำลังหงุดหงิดทีละคำ
***
วันเก่าไป วันใหม่มา
เรสเตอรองเปิดกิจการแล้ว ทว่า ไม่ได้มีเรื่องทำให้กยองฮายุ่งวุ่นวายมากนัก กิจวัตรยังคงเหมือนเดิมไม่ได้ยืดเวลาตามไปด้วยแต่อย่างใด เมื่อพักยกหยุดถ่ายทำรายการ เวลาดูแลร้านรวมถึงดูแลลูกศิษย์ทั้งหลายก็เหลือถมเถ
“ปลาสเกตนึ่ง เราต้องเลี่ยงส่วนที่มีก้างแบบนี้เพราะกลิ่นจะโชยออกมาทันที แถมลำบากลูกค้าต้องมานั่งแงะก้างกันด้วย เอาง่ายๆ ใช้ความรู้สึกเดียวกับตอนทำเค้กครีมสดเลย”
มยองฮุนกับฮเยจีพยักหน้าหงึกหงัก
“เข้าใจแล้วครับ”
“ค่ะ!”
ที่จริงแล้วปลาสเกตนึ่งเป็นเมนูของเรสเตอรองมากกว่าของฮันอุล แต่เขาสอนเผื่อไว้ เพราะมันเสิร์ฟเป็นเมนูอาหารเกาหลีได้
“ปลาสเกตหมักจะมีกลิ่นแอมโมเนียแรงมาก เลยไม่เหมาะจะใช้กับอาหารที่เราจะทำอยู่ตอนนี้”
กยองฮาอธิบายต่อ
“หมายความว่าการเลือกใช้วัตถุดิบก็สำคัญสินะครับ”
“ใช่”
มยองฮุนตั้งใจฟังชนิดไม่ให้ตกหล่นแม้สักคำ ฮเยจีก็ด้วย สำหรับเธอแล้ว นี่คือช่วงเวลาแห่งความสุขเป็นที่สุด
“อ่ะ ฮเยจีลองแล่ดู” กยองฮาบอกฮเยจี
“ได้ค่ะ!”
ฮเยจีวางผ้าปิดตาเจ้าปลาสเกต ก่อนใช้มีดอย่างเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาด แม่ของด็อกโฮกับมยองฮุนตกใจจนต้องออกความเห็นแลกเปลี่ยนกัน
“ปกติเด็กอายุเท่าๆ ฮเยจีมักจะกลัว ไม่กล้าแล่ปลาด้วยซ้ำ”
“คิดเหมือนกันครับ คราวก่อนก็ชำแหละปลาที่ซื้อมารวดเดียว ไม่กระพริบตาเลย”
ฮเยจีเป็นผู้ช่วยกยองฮามาตลอดนี่นะ ทั้งตอนรับออเดอร์และตอนทำอาหารเที่ยง
“มยองฮุนก็ลองดูบ้างสิ” กยองฮาส่งปลาสเกตให้มยองฮุนที่ยืนมองเฉยๆ
“จะใช้หมดทั้งสองตัวเลยเหรอครับ”
“อื้ม”
เมื่อได้รับอนุญาต มยองฮุนก็เริ่มจัดการชำแหละปลาอย่างมุ่งมั่น
“หนักมือกว่านี้หน่อย”
“ครับผม!”
มีดไปใกล้ครีบทีไร เขาเป็นต้องรู้สึกเสียดายทุกที ครั้นมยองฮุนแล่ปลาเสร็จ กยองฮาก็ให้ทั้งคู่ทำขั้นตอนต่อไป
“ทีนี้ก็ลองนึ่งดู”
สองคนนึ่งปลา กยองฮาถาม
“จำรสชาติปลาสเกตนึ่งคราวก่อนได้ไหม”
“ได้ครับ หวาน แล้วก็กลมกล่อมครับ”
กยองฮาหันมองฮเยจี
“ยังไงต่อ”
“เหมือนจะนุ่มแล้วก็ฉ่ำด้วยนะคะ”
กยองฮาพอใจกับคำตอบมาก มุมปากโค้งเป็นรอยยิ้ม
“ถูก ใช้ปลาสเกตสดก็จะได้รสแบบนั้นแหละ มันจะให้ความรู้สึกนุ่มมากกว่าแน่นแบบปลานึ่งชนิดอื่น”
แม้เนื้อจะฉีกแบ่งตามริ้วได้เหมือนกัน แต่ความนุ่มเด้งนั้น ปลาสเกตชนะขาด
มยองฮุนกับฮเยจีเงี่ยหูฟังกยองฮาเพื่อเก็บรายละเอียด และแล้วปลาสเกตนึ่งที่เสร็จสมบูรณ์ก็ได้รับการแจกจ่ายออกไปเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยให้สาขาหลัก สาขารอง และร้านขายเครื่องเคียง
ขณะที่อิ่มจากมื้อเที่ยงและกำลังจะหมดช่วงพักเบรก ลูกค้ากลุ่มแรกก็มารอ ช่างคุ้นหน้าคุ้นตาเหลือเกิน
มินช่อลกับกยูนซังนั่นเอง
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” กยองฮาถาม
“ผมมาทานข้าวครับ” มินช่อลตอบด้วยสีหน้าเบิกบาน
“คุณพ่อหายโกรธแล้วใช่ไหมครับ”
“ครับ ได้เชฟช่วยไว้เรื่องเลยจบลงด้วยดี ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลยครับ”
ใครว่าคนรวยไร้เรื่องให้กังวลใจ ก่อนหน้านี้ยังทำท่าทางราวกับจะตายให้ได้ ตอนนี้ฟ้าหลังฝนสดใสแล้วสินะ
“รับอะไรดีครับ”
มินช่อลกับกยูนซังยื่นหน้าปรึกษากัน ก่อนจะสรุปภายในเวลาอันสั้น
“พวกผมขอก๋วยเตี๋ยวน้ำใส สองที่เลยครับ”
ก๋วยเตี๋ยวน้ำใสปัจจุบันเลื่อนขั้นเป็นเลเวล 4 แล้ว
“โอเคครับ”
กยองฮาเดินไปแจ้งออเดอร์ที่เคาน์เตอร์ จากนั้นก็เข้าครัวปรุงอาหาร
‘ก่อนอื่น ต้องรวบรวมสมาธิ’ เขาตั้งใจจะให้ก๋วยเตี๋ยวทั้งสองที่ได้รสชาติเท่าๆ กัน
ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นการซอยต้นหอม ทำเครื่องปรุงรส หรือลวกเส้น
ทั้งหมดส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพอหมดสมาธิ อาหารเลเวล 5 สำหรับสองคนก็เสร็จเรียบร้อย
‘ได้ด้วยแฮะ’
นี่ไม่ใช่การทำเควส แต่เป็นผลพวงจากความพยายามรวบรวมสมาธิให้อยู่ได้นานขึ้นทีละนิดทุกๆ วัน
และความเพียรเพิ่งจะผลิดอกออกผลเอาวันนี้เอง