“แกนี่น้า…”
หางสะบัดส่ายดุ๊กดิ๊ก ขนสีน้ำตาลสลับขาวเรียงเส้นละเอียด รูปร่างน่ารัก เสน่ห์ล้นเหลือไม่แพ้จิ้งจอกทีเดียว
สุนัขเวลช์คอร์กี้ตัวนี้มินซูเพิ่งได้เป็นของขวัญจากเพื่อนมาเลี้ยงที่บ้าน เจ้านี่ขาสั้นนิดเดียว แถมบั้นท้ายยังฟูนุ่มอวบอั๋น แค่มองเฉยๆ ก็แทบวู่วามอยากดึงเข้ามากอดเสียให้หายหมั่นเขี้ยว
“ปกติน้องหมาพันธุ์นี้นิสัยแบบนี้อยู่แล้วรึเปล่านะ หรือเป็นเฉพาะแก? ขี้อายแบบนี้อาจจะเป็นข้อด้อย แต่ช่างปะไร รักกันให้มากๆ ซะก็ไม่น่ามีปัญหา ว่าแต่ คงได้ดูแลกันไปนานๆ อยู่หรอกเนอะ”
สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขมักมีอายุขัยเกินสิบปีโดยธรรมชาติ มินซูนั้นจัดอยู่ในกลุ่มคนประเภทรับไม่ได้ รังเกียจเดียดฉันท์พวกที่เคยเลี้ยงน้องหมาน้องแมวแล้วพาไปปล่อยทิ้ง
“ไหน ตั้งชื่อแกว่าอะไรดีน้า …เอางี้ไหม ต่อไปนี้แกชื่อ ปุ๊กกุ โอเคนะ ปุ๊กกุ”
ด้วยความทุ่มเทเอาใจใส่ บวกกับความอบอุ่นอ่อนโยน ปุ๊กกุเริ่มจำมินซูได้อย่างรวดเร็ว
“งั้นฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวกลับมา”
มินซูพยายามตัดใจไม่มองปุ๊กกุที่เกาะติดเขาแจ และออกเดินหน้าไปยังสาขารอง เขาให้อาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ส่วนอาหารกลางวัน รอตอนพักเบรกค่อยกลับมาให้ก็ได้ วันนี้จึงดูเหมือนผ่านไปอย่างราบรื่น
เกือบจะดีอยู่แล้วเชียว กระทั่งคุณป้าเจ้าของบ้านโทรฯ มาหาเขา…
“ฮัลโหล สวัสดีครับ”
[พ่อหนุ่มห้องหนึ่งศูนย์สาม ช่วยดูหมาหน่อยสิ ทำอะไรสักอย่างได้ไหม]
“อะไรนะครับ”
[พ่อหนุ่มไปทำงานทีไรมันเห่าหนักทุกที จริงๆ ถ้าไม่ร้องเรียนกันว่าหนวกหูมากก็จะทนอยู่หรอก รู้ใช่ไหมว่าตึกเรามีกันตั้งหลายครอบครัว ลูกบ้านบางคนแจ้งว่าจะย้ายหนีแล้วถ้ายังไม่รีบจัดการ ยังไงดีล่ะ เอามันไปทำงานด้วยไม่ได้รึ]
มินซูพิจารณาเหตุการณ์ที่เรียงต่อกันเหมือนขบวนรถไฟ สุดท้ายก็ยอมเลือกวิธีพาน้องออกมาด้วย
“…พอดีตอนนี้ร้านสัตว์เลี้ยงปิดน่ะครับ ก็เลยต้องเป็นแบบนี้”
ปุ๊กกุรับรู้ถึงความอึดอัดใจของนายมันหรือไม่นั้น ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะมันเอาแต่ยิ้มสดใสแจกความน่ารักตลอดเวลา เรื่องพาน้องหมามาที่นี่ยังเป็นที่เข้าใจได้ แต่จะไม่คิดถึงด้านสุขอนามัยภายในร้านนั้นคงไม่ได้ แม้ตอนนี้จะยังเป็นช่วงพักเบรกก็ตาม… ยุนซึลฟังไม่ออกว่าพวกผู้ใหญ่กำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด เด็กน้อยยื่นมือที่กำคุกกี้ไปตรงหน้าปุ๊กกุ
กร้วม
คุกกี้ส่งเสียงกรอบกร้วม ปุ๊กกุออกอาการปากอ้าค้าง ตากลมๆ เบิ่งโต จ้องหน้ายุนซึลเขม็ง วิญญาณหลุดจากร่างไปแล้วหรือเปล่าน่ะ?
“อุ๊ยตาย ดูสิ มันเป็นอะไรไป” แม่ของด็อกโฮถาม
“จะ…เจอรสชาติไม่คุ้นล่ะมั้งครับ” ซองช่อลตอบ
พนักงานอื่นๆ ก็เห็นเช่นเดียวกันว่าปุ๊กกุแข็งเป็นหินไปแล้ว มยองฮุนพึมพำ
“น่าจะเป็นเพราะคุกกี้ฝีมือเฮียรึเปล่าครับ” คุกกี้ในมือของยุนซึล คือคุกกี้ข้าวโอ๊ตที่กยองฮาเป็นคนอบ
เหมือนที่มยองฮุนบอก ปุ๊กกุได้ลิ้มรสลึกล้ำของคุกกี้เข้าให้ จึงลืมสิ้นอาหารเม็ด ลืมสิ้นแล้วซึ่งสติ ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ปุ๊กกุยังไม่เคยกินอะไรแล้วมีความสุขขนาดนี้มาก่อน ดังนั้นจึงพยายามยื่นปากเข้าหาคุกกี้เสี้ยวที่เหลืออย่างมุ่งมั่น จนคุกกี้หมดมันก็ยังไม่หยุด จัดการเสาะหาเศษเล็กเศษน้อยที่ติดอยู่ตามนิ้วยุนซึล แลบลิ้นออกมาเลียมือเด็กน้อยต่อ
“จั๊กจี้นะ”
เรื่องกลับตาลปัตรแบบนี้ได้อย่างไร มินซูฝืนใจดึงปุ๊กกุแยกออกมา
ฮึ่มมม ขู่วววว
มันต้องไม่พอใจอย่างมากแน่ หาไม่แล้วน้องหมาที่ไม่เคยแสดงอาการต่อต้านเจ้าของแม้สักครั้งจะส่งเสียงต่ำเหวี่ยงเจ้านายแบบนี้ได้อย่างไร เจ้าตัวยุ่งดิ้นหลุดจากกำมือมินซู เข้าไปออดอ้อนเกาะหนึบยุนซึลทันที ขาก็สั้นเหมือนแง่งขิง ยังอุตส่าห์จะยกขึ้นทำท่าขอขนม
“ว่าแต่ น้องหมากินคุกกี้ได้เหรอครับ” ซองช่อลสงสัย
ซุนกุกเสิร์ชหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ก่อนอธิบาย
“ถ้าเป็นคุกกี้แบบนี้ เห็นว่าดีด้วยซ้ำนะ วัตถุดิบจำพวกข้าวโอ๊ตที่เอามาทำเป็นอาหารสำหรับสุนัข เขาเรียกว่าซูเปอร์ฟู้ด มีกรดอะมิโนกับกากใยเยอะ เลยช่วยเรื่องการขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกายน่ะ”
มยองฮุนยังคงกังวล
“เฮียครับ อย่าบอกนะว่าเฮียทำขนมสำหรับน้องหมาเป็นพิเศษด้วย”
กยองฮาตอบสั้นๆ ชัดเจน
“ไม่มีทาง ถ้ากินได้ก็เอาให้มันกินเถอะ ฉันคงไม่มานั่งทำขนมหมาแยกต่างหากหรอก”
***
อีเทกัง ท่านประธานใหญ่แห่งฮันโบกรุ๊ปทั้งโกรธทั้งโมโหอย่างถึงที่สุด
ด้วยตัวตนผู้ต้องสงสัยที่กระทำเรื่องเลวร้ายนั้นเปิดเผยออกมาแล้ว โจรก็คือเจ้าลูกชายคนสุดท้องของเขานั่นเอง กล้องวงจรปิด CCTV ที่ติดอยู่ในห้องรับแขกทำหน้าที่วิเคราะห์ไขข้อข้องใจได้ดีเยี่ยม
“ไอ้นี่ คิดว่าเป็นลูกคนเล็ก ฉันเลยโอ๋มากตามใจมากใช่ไหม เดี๋ยวนี้เลยคิดจะปีนหัวพ่อมันงั้นสิ”
เด็กหนุ่มดันแตะต้องของที่ไม่ควรแตะต้องเข้าแล้ว ตู้เก็บไวน์นั้นถือเป็นของส่วนตัวของท่านประธานใหญ่อีเทกัง ไม่ใช่ของส่วนรวมที่ไอ้เจ้าลูกชายหน้าไหนจะมาเปิดหยิบจับได้ตามใจ เรื่องที่เพิ่งเกิดสดๆ ร้อนๆ นี้ทำเอาเขาถึงขนาดหน้ามืดวูบ อยากยกไม้เท้าขึ้นฟาดทำลายให้หักเละเทะเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากเป็นวันอื่น คนเป็นพ่ออาจยอมจบเรื่องด้วยการตวาดดุด่าอบรมสักรอบหนึ่ง ทว่า นี่เป็นวันสำคัญ วันที่เขาต้อนรับแขกอย่างนาคามุระซัง แถมตัวก่อเหตุงามไส้ยังวิ่งหนีเหตุที่ก่อไว้ไม่ออกมายอมรับอีก จะไม่ให้โมโหไฟลุกท่วมร่างแบบนี้ได้อย่างไร!
เลขายังซึ่งยืนสำรวมกายอยู่ด้านข้างรู้สึกสะพรึงจนตับไตลีบแข็งไปหมด
‘อย่านะ อย่าได้มีสะเก็ดไฟหลงมาทางนี้เชียว…’
หากมองในมุมของคุณชายเล็กก็พอเข้าใจได้ มีความน่ากลัวระดับนี้รอเขาอยู่ เป็นใครก็ต้องอยากหนี รีบโกยอ้าวไว้ก่อนเป็นยอดดีทั้งนั้น
‘ระยะนี้ขนาดเรายังอยากหลบหน้านายท่านเลย พูดก็พูดเถอะ คุณชายคงซ่อนตัวไม่ได้นานหรอกมั้ง คอยดู อีกไม่นานต้องเกิดกลียุค’
***
ใครบางคนดึงหมวกลงต่ำ คาดหน้ากากสีขาว สวมชุดแฟชั่นวินเทจสไตล์ที่หาซื้อจากตลาด… กระทั่งรถที่ขับมาก็เป็นเพียงรถกากๆ มือสอง หาใช่ซูเบอร์คาร์ยี่ห้อบูกัตติคันเก่ง เพราะหากเขาทำตัวเตะตาโดดเด่นเหมือนที่ทำประจำ มีหวังโดนจับกลับไปทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งหมดทั้งมวลมัดรวมเป็นเหตุผลให้ต้องตัดสินใจเช่นนี้
“ให้ตายเถอะ ประสาทเสียหมดแล้วโว้ย ใครมันจะไปรู้ล่ะว่านั่นไวน์รักไวน์หวง”
จู่ๆ มือถือก็มีข้อความเข้า
[มินช่อล อยู่ไหน]
อีมินช่อลกลืนน้ำลายแห้งๆ ลงคอดังเอื๊อก ข้อความจากพี่ชายคนรองของเขาเอง
[อึดอัด เลยออกมาข้างนอก ทำไมเหรอ]
เขาตอบสั้นๆ ทำเป็นไก๋ไม่รู้ไม่ชี้ พี่ชายคนรองก็ถามแค่เรื่องทั่วไป
[จะกลับค่ำๆ ใช่เปล่า]
[ดูก่อน]
[ถ้าไม่มีเรื่องอะไรด่วนก็มาเหอะ กินข้าวเย็นด้วยกันหน่อย]
[จะพยายามแล้วกัน]
บทสนทนาทางข้อความจบลงในลักษณะนั้น
“พี่รองยังไม่รู้เรื่องหรอกเหรอเนี่ย”
พี่รองนั้นต้องเดินทางบ่อย จัดว่างานยุ่งไม่เบา และมักหายหน้าไปทีละหลายวันจึงค่อยได้กลับมาบ้านสักหน เป็นเช่นนี้มานานจนกลายเป็นเรื่องปกติ
จังหวะนี้ก็มีข้อความเข้าซ้ำ
[คุณชาย รีบกลับบ้านเถอะครับ ท่านประธานใหญ่โกรธมากแล้วจริงๆ ครับ ยิ่งถ่วงเวลาไป ก็ยิ่ง…]
มินช่อลเห็นข้อความยาวปานเรียงความ เขาไม่คิดแม้แต่จะอ่านให้จบ หย่อนมือถือลงกระเป๋าดื้อๆ
“ไม่ได้เรื่อง ช่วยอะไรไม่ได้สักนิด”
อย่างน้อยที่สุด เขาก็ต้องสู้ดูสักตั้ง
“ขอแค่ได้ไวน์นั่นมา ใครจะรู้ เผลอๆ คุณพ่ออาจจะยอมผ่อนโทษให้ก็ได้”
ไวน์นั่นหายากหาเย็นขนาดไหน เขาพอจะรู้ได้จากการลองค้นในโกดังไวน์มาแล้ว ระหว่างที่กำลังรอคอยด้วยใจกระวนกระวาย ก็เห็นรถคันหนึ่งแล่นมาจอดใกล้ๆ
“สภาพทุเรศดูไม่จืดเลยว่ะ”
ผู้ที่ยิ้มกริ่มอยู่นี้ คือ รยูกยูนซัง แม้จะอายุเพียงสามสิบกว่า แต่เป็นถึงเจ้าของตึกชื่อดังย่างกังนัม ซึ่งก็ทำตัวเองให้เหมาะสมกับฐานะยิ่ง โดยการขับซูเปอร์คาร์ ลัมโบร์กินี เวเนโน
“โหยพี่ เอาคันนั้นมาก็แย่ดิ งานเข้าเราจะทำไง”
“อะไร อย่าบอกนะว่า พ่อแกถึงกับสั่งให้สะกดรอยตามรถฉันด้วย…”
“โลกสวยไปแล้วพี่ ลงมาเลย เร็วๆ ไปขึ้นรถผม”
ด้วยรู้ดีว่าบิดาเป็นคนอย่างไร ขอแค่ท่านตั้งใจ บ้านหลังไหนมีมดอาศัยอยู่กี่ตัวก็สืบมาได้จนทะลุปรุโปร่ง กยูนซังขัดไม่ได้ จำต้องลงจากรถคันโปรด ย้ายไปหย่อนก้นลงนั่งในรถมือสองที่มินช่อลเอามา
“บร๊ะเจ้า ไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะมาถึงจุดที่ต้องนั่งรถก๊องแก๊ง มันต้องขนาดนี้เลยเรอะ”
“ทำขนาดนี้ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยพี่ ยังวางใจไม่ได้ มีสิทธิ์ตายได้ทุกเมื่อ”
กยูนซังรับฟังเรื่องทั้งหมดมาก่อนแล้วตั้งแต่ต้นจนจบ
“เบอร์โทรฯ ล่ะ?”
“อยู่นี่ แต่เขาว่าไม่มีการซื้อขายผ่านทางนี้แล้ว ต้องไปที่งานประมูลเท่านั้น ถ้าเป็นไวน์ข้าวกล้องยังมีลุ้นว่าจะขอซื้อได้ แต่ผู้ชายที่ไหนจะดื่มไวน์ข้าวกล้องวะ ของพวกนี้มันสำหรับสาวๆ อยากไดเอทต่างหาก”
“ไวน์ข้าวกล้องนี่ เจอกันแล้วค่อยเจรจาซื้อขายใช่ปะ”
“เปล่า เขาใช้วิธีส่งเมสเสจแจ้ง แล้วฝั่งนั้นถึงจะส่งของมา”
“งั้นวิธีนี้ตัดไป อืม ชื่อร้านอะไรนะ ฮันอุลสาขารองใช่ไหม ลองไปดูทางโน้นก่อนแล้วกัน”
มินช่อลเหยียบคันเร่งออกรถ ไม่นานนักก็เห็นภาพตระการตา แถวต่อคิวยาวประหนึ่งกำแพงเมืองจีนโuเวลกูดoทคoม
“โห นั่นแถวเหรอ”
“เอ้า ไม่รู้หรือไง กว่าจะได้กินสักหน เขาต่อแถวกันไม่น้อยกว่าสองชั่วโมงทั้งนั้น อย่าฝันว่าจะไปเนียนแซงคิวด้วยนะ ไม่ว่าใครหน้าไหน…”
“ต่อแถวแล้วเขาจะยอมเจอเราไหมวะ”
“คงได้แค่กินข้าวอย่างเดียว ไม่มีเวลานั่งคุยหรอก โดนลูกค้าคนอื่นด่าตายชัก”
ทั้งคู่เพียงจอดสังเกตการณ์ครู่สั้นๆ เท่านั้น ทว่า ยังโดนเสียงแตรจากด้านหลังเร่งเร้าให้รีบๆ เคลื่อนตัว มินช่อลจึงต้องขยับรถโดยไร้ทางเลือก ก่อนเปรย
“ไหนว่าเคยไปที่บ้าน”
กยูนซังย้อนทวนความทรงจำ
“เออ เคยๆ เคยครั้งหนึ่ง! ช่วงที่ข่าวไวน์ขโมยกำลังดังๆ เลย”
***
“ขอตัวไปดูเรสเตอรองแป๊บนะครับ เดี๋ยวมา” กยองฮาหยุดรับออเดอร์ของตัวเองแล้ว
“ค่ะ ไปดีมาดีค่า”
ระยะหลังนี้ลูกค้าโวยวายน้อยลงมากอย่างสังเกตได้ชัด เนื่องจากส่วนใหญ่มาเพื่อลิ้มรสแกงกิมจิแทบทั้งสิ้น แม้พนักงานครัวจะยังไม่อาจต้มแกงเลเวล 5 ออกมาได้ ทว่า อาศัยเพียงเลเวล 4 ก็เพียงพอแล้วแก่การได้รับคำชมล้นหลาม กยองฮาออกจากครัวทางประตูด้านหลัง ทันเห็นเด็กน้อยสองคนเข้าพอดี เขานึกว่าเจมิน พี่ชายซึ่งแวะมาสาขารองหลังเลิกเรียน จะพายุนซึลน้องสาวเดินไปร้านเครื่องเคียงด้วยกันเรียบร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนทั้งคู่ยังเกาะหนึบอยู่หน้ากระจกร้านตึกข้างๆ ไม่ไปไหน
‘เอ้า ยังอยู่กันอีกเหรอ’
ครั้นเดินเข้าไปใกล้ก็รู้ได้ไม่ยากว่าเจมินกับยุนซึลกำลังมองปุ๊กกุ ร้านสัตว์เลี้ยงเพิ่งจะเปิดก่อนหมดช่วงพักเบรกของฮันอุลสาขารอง ท่าทางมินซูจะเอาปุ๊กกุมาฝากไว้ตอนนั้น
ปุ๊กกุเองก็คงกำลังรอพบหน้ายุนซึล มันยกขาหน้าสองข้างตะกุยแผ่นพลาสติกแบบไม่คิดชีวิต คงนึกว่าตัวเองเป็นหมาจูอย่างปักกิ่งหรือพุดเดิ้ล
‘ถูกใจวัยนี้เลยสินะ’
สมัยกยองฮาอายุเท่าเด็กน้อยตรงหน้า เขาก็เคยชอบสุนัขมากๆ เหมือนกัน
ระลึกความหลังเสร็จกยองฮาก็ขึ้นไปยังเรสเตอรอง เวลานี้ไม่ใช่ทั้งมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น ภายในร้านจึงค่อนข้างว่าง
“มาแล้วหรือครับ” ผู้จัดการจางกีฮุนทักทายเป็นทางการ
กยองฮาตรงเข้าประเด็นทันที
“ครับ ยอดขายเป็นยังไงบ้างครับ”
“ช่วงเช้าจนถึงตอนนี้ ยอดเกินสองล้านห้าแสนวอนแล้วครับ”
ดูทรง แม้ลูกค้าจะไม่เยอะมากแต่ยังทำยอดได้ดีเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะเขาตั้งราคาไว้สูงกว่าอาหารตามสั่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าแพงโดดจนไม่สมเหตุสมผล ทุกเมนูถูกกำหนดราคาโดยอิงจากต้นทุนวัตถุดิบทั้งนั้น หากวัตถุดิบราคาสูง อาหารก็จำเป็นต้องขึ้นราคาด้วย เลี่ยงไม่ได้
“รอถึงช่วงเย็นน่าจะได้สักสี่ล้านห้านะครับ”
“อาจจะมากกว่านั้นอีกครับ ไม่ทราบเพราะบรรยากาศดีหรือยังไง หลังๆ ลูกค้าชอบแห่มากันช่วงค่ำครับ”
“มีเมนูไหนที่ออกบ่อยๆ บ้างครับ”
จางกีฮุนเอ่ยราวกับท่องกลอน
“จานเรียกน้ำย่อย ลูกค้านิยมสั่งทาร์ตไข่กับสลัดไก่เคจุนครับ จานหลักที่สั่งกันเยอะ บอกว่าอร่อยมาก คือสเต็กฮันอู (เนื้อวัวพันธุ์เกาหลี) กับพาสต้า ส่วนของหวาน หลักๆ ก็จะเป็นพุดดิ้งกับมัฟฟินครับ”
จำนวนเมนูยังจำกัดไว้อยู่แค่ไม่กี่อย่าง
เมื่อกยองฮาตรงเข้าครัว ก็พบแดเนียลกับเดอชอว์นกำลังทุ่มเถียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร
“นายเป็นคนทำ นายก็กินเองสิ”
“ไม่เคยได้ยินหรือไงว่าร่วมทุกข์ ทุกข์หารสองน่ะ ของแบบนี้มันต้องหารกันเว้ย”
กยองฮาเคยสอนให้หลีกเลี่ยงการทิ้งขว้างอาหารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากนั้นก็สั่งไว้ว่าหากมีเวลาเหลือ ทั้งคู่ควรฝึกมือหัดทำคุกกี้ด้วย จึงเป็นที่มาให้ต่างก็ปัดความรับผิดชอบโยนคุกกี้ไปมา
“เอามานี่”
นั่นแหละ สองหน่อถึงได้รู้ตัวว่ากยองฮาเข้ามายืนในครัวแล้ว
“อาจารย์”
“ทำอะไรอยู่ บอกให้เอามาไง”
“อ่า อันนี้ คือมันยิ่งกว่าไม่อร่อยอีกครับ…”
สายตาพิฆาตของกยองฮาเล่นเอาเดอชอว์นตัวสั่น ขยับเอาคุกกี้เข้าไปส่งมอบด้วยกิริยาที่แทบเรียกว่า ถวาย
[คุกกี้เละๆ เทะๆ ของมือใหม่หัดทำขนม]
ระดับการทำ : เลเวล 1
วัตถุดิบ : ไข่ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ ข้าวโอ๊ตอัดแท่ง เนยจืด น้ำตาลทรายแดง
.
.
.
อื้อหือ มันต้องเละๆ เทะๆ ขนาดไหนกัน ขนาดระบบยังใช้คำว่า มือใหม่
คุกกี้ที่หยิบมาชิม ได้รับการพิจารณาว่ารสชาติประหลาด รูปลักษณ์ตลก มิหนำซ้ำยังแข็งจนเอาไปปาไล่แมวได้ กยองฮาขมวดคิ้วย่นหน้าผาก แดเนียลรีบสารภาพ
“ขอโทษครับอาจารย์ พอดีผมทำหลายอย่างพร้อมกัน เลยล่กๆ …”
ที่จริงความสามารถระดับแดเนียลต้องอบคุกกี้ได้อย่างพื้นๆ ก็เลเวล 2 แม้จะกำลังอยู่ในช่วงฝึกปรือเพื่อให้เลเวลอัปก็เถอะ
“น่าจะบอกไปแล้วนะว่าว่างเมื่อไหร่ค่อยหัดทำ”
แดเนียลรู้สึกผิด ก้มหัวงุด เดอชอว์นทำหน้าที่อธิบายแทนเพื่อน
“เริ่มทำตอนว่างจริงๆ ครับ แต่อยู่ๆ ลูกค้าก็มากะทันหันครับ”
เหตุผลนี้รับฟังได้ กยองฮาเลิกคิดจะดุต่อ หันไปลงมือทำคุกกี้ข้าวโอ๊ตด้วยตัวเอง แดเนียลกับเดอชอว์นเบิ่งตาโตไม่กระพริบ คอยจับสังเกตขั้นตอนการทำคุกกี้อย่างตั้งใจ ไม่นาน คุกกี้ข้าวโอ๊ตเลเวล 4 ก็เสร็จสมบูรณ์ ลูกศิษย์สองคนกลืนน้ำลายที่สอเต็มปากลงคอ ส่วนกยองฮานึกถึงยุนซึล
‘จะยังอยู่รึเปล่านะ’
***
กุกๆ กักๆ แกรกๆๆๆ
ร้านสัตว์เลี้ยงวุ่นวายจนไม่รู้จะวุ่นวายอย่างไร เจ้าของร้าน คิมซอนเอ อดตกใจไม่ได้ ด้วยเจ้าหมาน้อยทั้งหลายพร้อมใจกันยกขาหน้าขึ้น ข่วนกระดานพลาสติกอย่างพร้อมเพรียงหลังได้ลิ้มชิมรสคุกกี้
ตัวการมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ คุกกี้ข้าวโอ๊ตในมือของเด็กหญิงที่เข้าร้านมาเมื่อครู่
เธอตรวจดูดีแล้วว่าคุกกี้ไม่ได้ผสมช็อกโกแลตจึงอนุญาตเด็กหญิงให้แบ่งน้องหมากินได้ อีกอย่าง ข้าวโอ๊ตถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดหรือของดีสำหรับสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว เพียงแต่เธอไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆ ว่า สุนัขทั้งหมดจะชอบจนถึงขั้นคลั่งกันขนาดนี้ จะมีขนมสักกี่ชนิดกันที่สัตว์เลี้ยงแสดงท่าทางชัดเจนว่าอร่อยถูกปาก
“หนูจ๊ะ นั่นคุกกี้จากที่ไหนเหรอ”
เธอถามปนคาดหวัง