📣 ถ้ามองไม่เห็นเนื้อหาหรือลิ้งก์โหลด pdf เราแนะนำให้เปลี่ยน browser ที่ใช้งาน/เปิด javascript ด้วยจ้า
🆕 ลิงก์โหลดนิยาย 4sh กับ gdrive ไม่ใช่ของเรา รีบโหลดกันนะ ถ้าลิงก์ตายไฟล์หายก็คือหาย ไม่มีสำรองจ้า

อ่านนิยายฟรี Delicious by Touch สูตรลับ ฉบับสัมผัส – ตอนที่ 126

บทที่ 126
QR Code Facebook Twitter Telegram Pinterest

หากให้นับสิ่งจำที่เป็นที่สุดในชีวิตคนเรา สิ่งที่ขาดไม่ได้ย่อมไม่พ้นเครื่องนุ่งห่ม อาหาร และที่อยู่อาศัยอันเป็น ‘ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีพ’ คนส่วนมากมักสนใจสถาปนิกหรือนักออกแบบที่เก่งกาจและแฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังมากกว่าเชฟที่รับผิดชอบของสำคัญอย่างอาหาร แม้อาหารจะส่งผลกระทบอย่างมากในเชิงสังคม แต่เชฟก็ยังถูกมองว่าด้อยกว่าเสมอ บางทีอาจเป็นเพราะอาหารกลายเป็นของตายที่อยู่คู่กับชีวิตคนมานานจนชินแล้วก็เป็นได้

ไม่รู้เพราะกำลังนึกถึงกยองฮาหรืออย่างไร ใบหน้าของสีจิ้นผิงแต้มรอยยิ้มอบอุ่น

อันว่าความโลภนั้นเปรียบเสมือนหิมะก้อนกลม เมื่อมันเริ่มกลิ้งตัวเองลงจากที่สูง ก้อนหิมะย่อมอ้วนขึ้นๆ

‘ถ้าโกกยองฮามาที่แผ่นดินจีนเมื่อไหร่ จะให้ต้อนรับอย่างดีที่สุดของที่สุดก็ยังได้’

ใจเขานั้นอยากคว้าตัวหมับแล้วพากลับประเทศจีนเหลือเกิน ทรัมป์เองก็คิดไม่ต่างกัน

‘ต้องลองหาโอกาสพิจารณาดูสักหน่อยแล้ว ออกกรีนการ์ดให้ซะเลยไหม หรือยังไงดี’

แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้นำสูงสุดของสองประเทศต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เนื่องจากตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทั้งคู่ยังไม่เคยเจอเชฟคนไหนที่ปรุงอาหารอร่อยล้ำถูกอกถูกใจได้เท่ากยองฮาเลยสักคน มุนอินโฮถูกหนีบไว้ด้วยท่านผู้นำสหรัฐฯ และจีนแผ่นดินใหญ่สองฝั่งซ้ายขวา ทำให้ผู้นำจากประเทศอื่นไร้แม้แต่โอกาสจะเข้าใกล้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

“ผมตาฝาดไปหรือเปล่า สามท่านนั้นตัวติดกันอย่างกับอะไรแน่ะครับ”

“คงเพราะสภาพการณ์ตอนนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนน่ะครับ”

สถานการณ์ระหว่างประเทศปัจจุบันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ทุกคนในที่นี้ไม่มีใครไม่รู้ว่า ความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ร่วมระหว่างสหรัฐฯ และจีน มีเกาหลีใต้เข้าไปพัวพันด้วย ผู้นำบางประเทศเริ่มประหม่า

‘อยากไปเยือนเกาหลีใต้บ้างสักครั้งเหมือนกันนะ…’

ต่างคนก็ต่างจุดมุ่งหมาย แม้จะยังไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเกาหลีใต้คือประเทศที่พัฒนาแล้ว ทว่า สามารถจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางบรรดากลุ่มประเทศน้องใหม่ที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูทั้งหมดได้ ฉะนั้น หลายประเทศจึงต้องการที่จะจับเข่าเจรจาประเด็นต่างๆ ด้วยกัน อาทิ เรื่องของเศรษฐกิจและการทูต

ผู้นำประเทศอื่นๆ ที่เก็บงำจุดมุ่งหมายนอกเหนือจากนี้ไว้ก็มี ยกตัวอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีประจำประเทศเยอรมนี

‘ถ้าได้ไปเกาหลี คงได้มีโอกาสเจอมิสเตอร์โกกับเขาบ้าง’

เธอคือหนึ่งในคนที่กระจ่างแจ้งถึงชื่อเสียงของมิสเตอร์โกดี และไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น ผู้นำส่วนมากต้องเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมาก่อนอย่างน้อยๆ ก็ครั้งหนึ่ง

นี่จึงเป็นสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีเช่นเธอแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า อยากขอพบปะเป็นการส่วนตัว

***

ฮันอุลสาขารองเนืองแน่นไปด้วยลูกค้า

แม่ของด็อกโฮกล่าวเสียงตื่นเต้นดังแว่วมา

“เป็นไปได้ยังไงเนี่ย หรือเพราะกิมจิมันอร่อยขึ้น แกงกิมจิเลยอร่อยกว่าที่เคยต้มมาชนิดเทียบกันไม่ได้แบบนี้ อร่อยจนไม่อยากเชื่อว่าฉันต้มเอง”

ทุกครั้งที่ได้รับออเดอร์เป็นแกงกิมจิ เธอจะปรุงไปพลาง ชิมไปพลาง อุทานไปพลาง

“เขาถึงได้บอกกันว่า รสชาติของแกงกิมจิวัดกันที่ตัวกิมจิไงครับ” มยองฮุนเอ่ยตรงไปตรงมาตามใจคิด

และไม่ใช่แค่แกงกิมจิฝีมือเธอคนเดียว จะฝีมือมยองฮุนหรือฝีมือฮเยจีก็เลื่อนระดับขึ้นเป็นเลเวล 4 ด้วยกันทั้งสิ้น ต้นเหตุมาจาก ‘กิมจิหายใจได้’ ตามที่มยองฮุนพูดนั่นเอง แน่นอนว่าแกงกิมจิที่กยองฮาทำเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมาก ในบางช่วงอาจมีคนดวงดีได้ลิ้มรสแกงเลเวล 5 พร้อมกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ ฝั่งห้องอาหารจึงดังขรมไปด้วยเสียงสรรเสริญแกงกิมจิ

ในจำนวนลูกค้าที่มุ่งมั่นกินอย่างไม่ลืมหูลืมตา มีหนึ่งคนท่าทางเลิกลั่กมองไปมองมารอบร้าน กยองฮาหยุดมือในทันทีเพื่อจับสังเกตเขา ลูกค้าที่ได้สัมผัส แกงกิมจิของมาสเตอร์

‘เลเวล 6…’

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก… เขาคงฉุกคิดได้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ จึงกลับมาก้มหน้าก้มตากินต่อ สีหน้าเบิกบานสว่างไสวประหนึ่งเรื่องราวในโลกหล้าไม่สามารถสร้างความขุ่นเคืองใจแก่เขาได้อีกแล้ว กยองฮาเคยชิมฝีมือตัวเองมาก่อนจึงเดาได้ว่าความรู้สึกเป็นอย่างไร นี่คือจุดที่แตกต่างจากอาหารเลเวล 5

ความสุขล้นปรี่ขนาดที่มื้ออาหารจบลงแล้ว ใบหน้าสว่างสงบไร้กังวลยังคงอยู่ไม่จางไป

‘สมาธิคือตัวช่วยให้ระดับเพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวล ไม่มีข้อแม้สินะ’

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากเขาเอากิมจิเลเวล 4 ทั้งหัวมาที่ร้าน

ตอนฮเยจี มยองฮุน และแม่ของด็อกโฮต้มแกง ผลลัพธ์ที่ได้คือแกงกิมจิเลเวล 4

ตอนที่ตัวกยองฮาลงมือต้มเองได้ออกมาเป็นเลเวล 5

สุดท้าย แกงกิมจิของมาสเตอร์เลเวล 6 นั้น ได้มาเพราะเขาใส่สมาธิขั้นสูงลงไปด้วย

สังเกตง่ายๆ คือ แกงกิมจิที่ทุกคนต้มออกมา เลเวลจะสูงกว่าตอนที่ใช้วัตถุดิบอย่างกิมจิเลเวล 3 อยู่หนึ่งระดับ

ลูกค้าที่ได้ลาภปากเป็นแกงกิมจิของมาสเตอร์พึมพำคนเดียวหลังจากกินอิ่ม

“อร่อยขนาดนี้ คนอยากตายคงกระเสือกกระสนอยากมีชีวิตต่อแน่ๆ”

เขาไม่ได้พูดพล่อยๆ จะบอกว่าเพราะเขาผ่านการลิ้มรสความสุขสุดยอดมาแล้วก็คงไม่เกินไป

***

เมื่อกิจวัตรประจำวันสิ้นสุดลง สิ่งที่รออยู่ คือการนวดสปอร์ตของหมอนวดเดอชอว์น

“นอนลงครับ”

“บอกว่าไม่เป็นไรไง วันนี้โอเค”

เดอชอว์นเป็นคนมีนิสัยต้องทำตามที่ลั่นวาจาไว้ให้จงได้ เขาถึงจะสบายใจ ด้วยเหตุนี้ บ่อยครั้งจึงดูเหมือนคนชอบเอาชนะ

“อาจารย์อาจจะรู้สึกว่าโอเค แต่ยังไงก็ต้องมีสักจุดที่มันจับเป็นก้อนแข็งครับ”

อันที่จริง ไม่ใช่ว่ากยองฮาไม่ล้า เขาเพียงแต่เกรงใจที่เดอชอว์นนวดให้เป็นประจำต่างหาก

‘ไปนวดตามร้านอย่างน้อยๆ ก็เสียสามหมื่นวอน… นี่อะไร นวดฟรีทุกวัน’

แดเนียลเอาน้ำดื่มเย็นชื่นใจมาให้กยองฮา

“ดื่มนี่ก่อนค่อยนวดนะครับ”

กยองฮารับน้ำเย็นมาดื่ม ก่อนจะทำทีเหมือนเถียงแพ้ ยอมนอนราบลงกับเสื่อ เดอชอว์นลงมือแสดงความสามารถพิเศษทันทีโดยการกดนวดหนักๆ

“โห ดูสิครับ แข็งเป็นก้อนจริงๆ ด้วย”

กยองฮาขี้คร้านจะต่อปากต่อคำ รู้ดีว่าแก้ตัวไปก็ไร้ความหมาย ของมันแน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ เขาทำงานทั้งวันแทบไม่ได้พัก กล้ามเนื้อจะไม่เกร็งแข็งได้อย่างไร จะคลายมันออกก็แค่เลือกว่าจะใช้วิธีไหน นอนหรือนวด

เดอชอว์นมีบางมุมที่ละเอียดอ่อนรอบคอบกับเขาเหมือนกัน การนวดเห็นผลชัดเจนเพราะไม่ได้สักแต่ว่ากดๆ สั่วๆ ลงไป

“ถามหน่อยสิ ไปเรียนพวกนี้มาจากไหน” กยองฮาถามทั้งๆ ที่นอนแผ่อยู่

คำตอบของเดอชอว์นเหนือความคาดหมาย

“แฟนเก่าชาวเกาหลีของผมเป็นหมอนวดที่เชี่ยวชาญด้านนี้ครับ”

“ไปเจอกันได้ยังไงน่ะ”

“ก็…เจอกันตอนไปไนต์คลับน่ะครับ เขามาจีบผมก่อน บอกว่าชอบฝรั่งผิวสีแบบนี้”

ซุนกุกที่นั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่อีกด้านเก็บคำ ไม่พูดอะไร เขากับแดเนียลฟังเรื่องนี้จากปากเจ้าตัวมาก่อนแล้ว แม้กยองฮาจะนิ่งเงียบ การนวดก็ยังดำเนินต่อไป ยิ่งนวดเทคนิคก็ยิ่งแพรวพราว ข้อศอก สันมือ ปลายนิ้วถูกนำมาใช้คลายกล้ามเนื้อที่จับเป็นก้อน ทำให้ความง่วงเริ่มถาโถม

‘ไอ้เจ้านี่นวดเก่งขนาดนี้ ทำไมยังจะมาเป็นเชฟอีก’

ประเมินดูแล้วสกิลการนวดน่าจะสูงกว่าการทำอาหารด้วยซ้ำ จังหวะที่ความง่วงกำลังจะเป็นฝ่ายได้ชัยนั้นเอง

“พี่ มีคนโทรฯ มาครับ”

กยองฮายื่นมือออกไปทั้งๆ ที่ยังนอนเหยียด ซุนกุกหยิบโทรศัพท์มาวางให้บนมือ

“สวัสดีครับ”

[เถ้าแก่โก ฉันเอง] เสียงพ่อค้าขายวัตถุดิบ

กยองฮาทำสัญญาณให้เดอชอว์นหยุดมือ จากนั้นลุกขึ้นนั่งตัวตรง

“ครับ มีเรื่องอะไรกลางดึกเหรอครับ”

[คราวก่อนถามฉันไว้ไม่ใช่รึ เรื่องโรงผลิตสุราไง วันนี้เจอรุ่นน้อง ดูท่าจะได้มาหลายที่เลย]

“โอ้ จริงเหรอครับ”

พ่อค้าฯ พูดต่อไม่รอกยองฮาตอบ

[ว่างเมื่อไหร่ล่ะ]

***

เหล่ากรรมการมิชลินเข้าออกร้านกันเป็นว่าเล่น пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ

กรรมการกว่าแปดสิบชีวิตรับหน้าที่พรางตัว แอบมาเยี่ยมเยียนร้านอาหาร อันที่จริงถ้าให้นับเป็นจำนวนตัวเลข บอกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่ครั้งสองครั้ง แม้กยองฮาจะไม่อยู่ที่ร้านก็ไม่มีข้อยกเว้น

ตอนนี้กรรมการชายและหญิงที่จับกลุ่มสองคนกำลังฟังซุนกุกแนะนำเมนูแกงกิมจิ

“อากาศร้อนๆ กินอะไรร้อนๆ ก็ไม่เลวนะ”

“จัดมา”

เมื่อออเดอร์เข้า ฮเยจีกับมยองฮุนก็แยกย้ายกันเริ่มปรุงอาหาร ใช้เวลาไม่นานก็พร้อมเสิร์ฟ

กลิ่นเผ็ดร้อนแรงลอยฉุยขึ้นมาจากถ้วยแกง ทว่าไม่มีใครกลัวความเผ็ดเลย เนื่องด้วยพวกเขาเดินทางรอบโลก ตระเวนชิมอาหารตามที่ต่างๆ จนชิน กลายเป็นหน่วยชำนาญศึกไปเสียแล้ว ระยะเวลาที่ต้องเก็บตัวอยู่ในเกาหลีก็ยืดยาวกว่าที่คาด ย่อมคุ้นเคยกับอาหารเกาหลีไม่น้อย

“ก่อนอื่น ตักข้าวเข้าปาก…”

นี่เป็นวิธีหนึ่งในการช่วยลดความทรมานจากรสเผ็ด ซึ่งกว่าเขาจะเรียนรู้หาทางแก้ได้ก็เจ็บมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

ครั้นเม็ดข้าวสวยเข้าปากเรียบร้อย ก็รับรู้ได้ถึงความพิเศษ

“หืม? ไม่เหมือนข้าวสวยที่เคยกินแฮะ”

แน่ใจได้เลยว่า ฮันอุลสาขารองหุงข้าวในหม้อประกอบอาหาร เพราะหากใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า รสสัมผัสที่ได้จากเม็ดข้าวจะฝืดๆ เหมือนกันไปหมด กยองฮาทดลองซ้ำๆ จนสุดท้ายได้ผลเป็นข้าวลักษณะนี้ออกมา

แกงกิมจิที่ตักส่งเข้าปากติดต่อกันกระจายรสชาติความหอมอร่อยอันหลากหลายออกมา รสเค็มกลมกล่อมปนมากับรสเผ็ด แต่กลับให้ความสดชื่นอย่างประหลาด เป็นรสที่จับใจชาวตะวันตกได้ลึกล้ำนัก โดยเฉพาะเต้าหู้คำที่เคี้ยวพร้อมกับกิมจิ รสสัมผัสวิเศษมากชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา รู้สึกได้ถึงขนาดว่ามันกำลังหายใจ

‘อร่อยกว่าทุกที่ที่เคยกิน ทุกที่ในเกาหลีเลย หรือนี่คือรสชาติแท้จริงของอาหารเกาหลี’

ความคิดที่เข้าครอบงำสมองกรรมการทั้งคู่สั่งการให้จัดการอาหารตรงหน้าอย่างแข็งขัน พริบตาเดียว แม้น้ำซุปติดก้นถ้วยก็ไม่เหลือสักหยด จับเวลาแล้วมื้อนี้ใช้เวลารับประทานไปไม่ถึงสิบนาที

สองคนเลียริมฝีปาก น้ำลายยังคงสอ ต่างคนต่างมองหน้ากัน

“ถึงจะขาดช่วงไปหน่อยก็เถอะ สั่งเพิ่มกันไหม เอาข้าวห่อสาหร่ายกับเกี๊ยวนะ?”

***

ณ โรงผลิตสุราโครยอ

“ขอโทษด้วยนะ รอฉันอีกนิดเถอะ” ประธานชายองซอกกล่าวเพียงเท่านั้นก็หมดคำพูด

สภาพการณ์ปัจจุบัน ชัดเจนว่า โรงงานไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้พนักงานได้ แถมพนักงานแรงงานทั้งหลายที่ไม่มีเงินเข้าบัญชีก็ไม่อาจแม้แต่จะแสดงความโมโหโกรธา โรงผลิตสุราเล็กๆ เช่นนี้อดทนฝ่าฝันมรสุมมาจนถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าน่าภูมิใจมากแล้ว ที่แห่งนี้ผลิตสุราด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม แต่กลับไม่มีใครเห็นคุณค่าอย่างที่ควรเป็น ในยุคสมัยที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ต่อให้เป็นสุราคุณภาพเยี่ยมก็ไม่มีประโยชน์อะไร

“รอไปก็แก้ปัญหาไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ”

ชายองซอกกัดฟันกล่าวตอบทั้งที่ใจสลาย

“ไม่ว่ายังไง ฉันจะหาวิธีจัดการเรื่องเงินให้ได้ แม้ต้องเอาขึ้นเวทีประมูลก็จะไม่ให้เสียชื่อเรา มันต้องมีทางแน่”

“…”

ความเงียบอันหนักอึ้งลอยวนเวียนภายในโรงผลิตสุรา แรงงานคนที่หนึ่งตามด้วยคนที่สองหันฝีเท้ากลับ ชายองซอกถอนหายใจหน่วงๆ ลึกยาวจนพื้นแทบพลิก

‘บางทีเราอาจจะแก่เกินไป ไม่เข้ากับยุคสมัยนี้แล้วก็ได้… เหมือนให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับพนักงานยังไงก็ไม่รู้’

เขารับสืบทอดโรงผลิตสุราแห่งนี้มาจากรุ่นพ่อรุ่นปู่ รุ่นสู่รุ่นรังสรรค์เหล้าสุราด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น อยู่มาได้ด้วยความภาคภูมิใจ อย่างน้อยๆ ใครที่ได้ลิ้มรสผลิตภัณฑ์จากที่นี่ก็ไม่เคยไม่ยอมรับว่าของเขาดีจริง พนักงานทุกคนเองก็เช่นกัน อาจจะผิดที่เขาก็ได้ ที่ย้ำว่าสักวันยุคสมัยแห่งสุราต้มกลั่นคุณภาพเยี่ยมจะต้องกลับมา

เขามองรอบโรงงานด้วยสายตาว่างเปล่า พึมพำแผ่วเบากับตัวเอง

“จะมีเร้อออ คนที่อยากได้ที่นี่ไปผลิตสุราต่อ”

คำนวณแล้ว เก้าในสิบไม่มีทางที่จะได้ทุนคืน ชายองซอกหัวอกขมขื่น มืดแปดด้านมานานเหลือเกินแล้ว

วินาทีนั้น บุคคลผู้เป็นแสงแห่งความหวังเสี้ยวเล็กๆ ก็เดินเข้ามายังโรงผลิตสุรา

“โฮ่ ท่านประธาน ไม่ได้พบกันนานนะ” คังจินชิกทัก

เขาคือเจ้าของธุรกิจจัดจำหน่ายสุราดาวอน มักคอยอาสาจะเอาสุราต้มกลั่นออกไปขายให้

“เถ้าแก่คัง มาได้ยังไงนี่”

เคยแจ้งไปตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วนี่ว่า จะหยุดการผลิตสุราต้มกลั่น ไม่ทำต่อแล้ว เนื่องด้วยผลกระทบหนักจากเศรษฐกิจซบเซา แล้วจะยังมีเรื่องใดพาอีกฝ่ายมาถึงที่นี่อีก

“พอดี เถ้าแก่ท่านนี้สนใจโรงผลิตสุราของท่านประธานครับ” คังจินชิกผายมือไปที่กยองฮาซึ่งมาด้วยกัน

ชายองซอกเบิ่งตากลมกว้าง

“จริงเหรอ”

“แหม ผมจะโกหกทำไมล่ะครับ” ตัวเขานั้นรุ่นพี่ที่ค้าขายวัตถุดิบเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกับกยองฮา

ชายองซอกพินิจกยองฮานิ่ง

“ท่านนี้…”

“ใช่ครับ ท่านเดียวกันกับที่กำลังสงสัยอยู่นั่นแหละ ยังไงก็มาแล้ว ทักทายกันสักหน่อยนะครับ ด้านนี้คือประธานชา ผู้ดูแลกิจการโรงผลิตสุราแห่งนี้ครับ ส่วนด้านนี้คือเถ้าแก่โก”

“ยินดีที่ได้พบกันครับ ผมชื่อโกกยองฮา” กยองฮาเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน

“ผม ชายองซอกครับ”

“ได้ยินมาว่า ที่นี่ใช้กรรมวิธีดั้งเดิมผลิตสุราใช่ไหมครับ ไม่ทราบว่าเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“ตั้งแต่ก่อนสมัยคุณปู่ทวดโน่นครับ เรารับสืบทอดต่อๆ มาเรื่อยๆ”

มองไปรอบๆ ก็เห็นเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ดูเก่าแก่เหมือนที่เล่าจริงๆ

“ผมขออนุญาตชิมเหล้าหน่อยจะได้ไหมครับ” กยองฮาตรงเข้าประเด็น

ชายองซอกรีบรินสุราต้มกลั่นลงจอก ยื่นส่งให้ทันที

[สุราต้มกลั่นของผู้ชำนาญการ]

.

.

.

จิบดูแล้ว รสชาติก็ไม่ได้ทิ้งห่างกันเท่าไหร่

“ใช้ส่าเหล้าแบบไหนอยู่ครับ”

“ใช้ชนิดที่เราสกัดและผลิตเองจากซันซองครับ”

ส่าเหล้าซันซอง คือหนึ่งในจตุรเทพแห่งส่าเหล้าของเกาหลีใต้ ประกอบด้วย ส่าเหล้าซงฮัก ส่าเหล้าจินจู ส่าเหล้าซังจู และส่าเหล้าซันซองนี้เอง ประวัติศาสตร์ยาวนานถึงห้าร้อยปีเลยทีเดียว หรือจะให้ย้อนกลับไปจริงๆ ก็ต้องบอกว่า สืบทอดมาตั้งแต่ยุคโครยอนั่นแหละ กยองฮาไม่รอช้าอีกต่อไป

“ผมได้ข่าวมาว่า ที่นี่จะเลิกกิจการแล้วเหรอครับ…”

Facebook Twitter Telegram Pinterest
Delicious by Touch สูตรลับ ฉบับสัมผัส (จบ)
Score 9.5
สถานะนิยาย: Completed ประเภท: , ผู้แต่ง:
‘โกกยองฮา’ หนุ่มพนักงานพาร์ทไทม์ร้านอาหารตามสั่งผู้มีชีวิตแสนธรรมดา จู่ๆ วันหนึ่งก็พบกับเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมือไปสัมผัสกับถ้วยแกง… เขามองเห็นข้อความที่ลอยอยู่กลางอากาศ และข้อความที่ว่า คือคำอธิบายสูตรอาหาร! ทันทีที่ก้าวเท้าสู่เส้นทางการทำอาหาร ชีวิตเขาก็ไม่ธรรมดาอีกต่อไป!.. (อ่านเพิ่มเติม »)

Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Options (ตั้งค่าการอ่านนิยาย)

not work with dark mode
Reset