กว่ากยองฮาจะกลับมาถึงร้านก็เกินหกโมงเย็นแล้ว
พนักงานทั้งหลายที่สลับสับเปลี่ยนเวรกันอารักขาตู้เซฟเฮละโลกันล้อมเข้าหา
“พี่ มีจดหมายมาครับ”
“เถ้าแก่ มีจดหมายค่ะ”
นี่มันเรื่องอะไรยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน ทุกคนถึงต้องแย่งกันพูด?
“จดหมายอะไร” กยองฮาถามแบบไร้อารมณ์ร่วม
“พวกผมก็ไม่ทราบครับ เพราะยังไม่ได้แกะดู แต่มาจากท่านผู้นั้น”
“ท่านผู้นั้น? ใคร?”
“มานซูร์ครับ พอดีผู้ติดตามส่วนตัวที่โพกผ้าแวะมาที่ร้าน…”
กยองฮาคล้ายจะนึกบางอย่างออก
“เก็บไว้ตรงไหน”
“นี่ครับ…” ซุนกุกเป็นคนไปหยิบมาส่งให้ กยองฮารับซองจดหมายมาฉีกเปิด
มันคือการ์ดใบหนึ่งที่มุมขวาบนมีสัญลักษณ์นกอินทรีย์ (โลโก้แมนเชสเตอร์ซิตี้ช่วงก่อนปี 2016)
“เฮือก ตั๋วซีซั่นพาสพรีเมียร์ลีกของแมนซิตี้นี่นา!” มินซูตกใจ
“นั่นการ์ดไม่ใช่เหรอ” ซองช่อลแย้ง
“ตั๋วซีซั่นพาสจะออกมาในรูปแบบการ์ดน่ะ”
ถ้าบอกว่าซองช่อลคือโอตะเรื่องไอดอล มินซูก็คือโอตะเรื่องฟุตบอล
“เถ้าแก่ครับ ตั๋วนั่นเอาไว้ชมการแข่งขันแมนซิตี้ที่เอทิฮัด สเตเดี้ยมแบบไม่จำกัดแมตช์ไม่จำกัดฤดูกาล อยากไปเมื่อไหร่ก็ได้เชียวนะครับ หายากมากจนเขาเปรียบเทียบกันว่าเป็นดาวที่ต้อง ‘สอยลงมาจากฟ้า’ ส่วนราคาก็…”
มินซูกำลังจะพูดต่อก็ถูกซุนกุกเอามืออุดปากไว้เสียก่อน หากเผลอหลุดคำว่าแพงให้พี่กยองฮาได้ยิน ร้อยทั้งร้อยต้องไม่พอใจแน่ๆ
“ไม่ได้ถามเบอร์ติดต่อของคนที่ให้ซองนี้ไว้เหรอ”
“ไม่ทันครับ เขารีบไปอย่างกับหนีอะไรอยู่”
กยองฮาถอนหายใจ เดินเข้าครัว
มินซูพยายามเก็บอาการแล้วแต่ทนไม่ไหว สุดท้ายก็ระเบิดความตื่นเต้นออกมา
“นั่นไม่ใช่ตั๋วซีซั่นพาสธรรมดาด้วยนะ”
“หมายความว่าไง ไม่ใช่ตั๋วธรรมดา”
“ไม่เห็นเหรอ นั่นน่ะ ซีซั่นพาส VIP เลยนะเว้ย แค่แบบธรรมดาก็ราคาไม่ใช่ถูกๆ แล้ว ไม่ต้องพูดถึงใบนั้นเลย ราคาพุ่งถึงหลักสิบล้านชัวร์”
กยองฮายืนพิจารณาตั๋วอยู่ในครัว
“นั่นอะไรครับเฮีย” มยองฮุนสนใจ
“คิดว่าเป็นตั๋วซีซั่นพาสพรีเมียร์ลีกนะ”
“หะ…หา? อะไรนะครับ” ปฏิกิริยาตอบรับของมยองฮุนดูโอเวอร์เกินปกติจนกยองฮาอดถามไม่ได้
“ตกใจอะไรขนาดนั้น”
“นี่มันโคตรเจ๋งเลยนะครับ ได้มายังไงครับ”
“มานซูร์เป็นคนส่งมาให้ มิน่าล่ะ ตอนนั้นถึงได้ถามว่าชอบฟุตบอลไหม…”
กยองฮาตอบไปว่าไม่ถึงขนาดไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้หลงใหลอะไรมากมาย ไม่ใช่แฟนบอลที่ต้องตามเก็บดูทุกแมตช์ทุกคู่ เป็นประเภทเปิดดูเฉพาะเวลามีรอบแข่งของทีมดังๆ
“จะไปเมื่อไหร่ครับ”
“ต้องไปด้วยเหรอ”
“ต้องไปสิครับ นั่นตั๋วซีซั่นพาสเชียวนะครับ แถมเป็นที่นั่ง VIP อีก ราคาน่าจะโหดอยู่…”
“รู้ราคาด้วย?” กยองฮาถามกลั้วหัวเราะ
มยองฮุนตอบทันที เทียบกับซุนกุกแล้วเขายังไม่ได้รู้จักนิสัยกยองฮาลึกขนาดนั้น…
“ไม่ได้แม่นเป๊ะหรอกนะครับ แต่คิดว่าเกินสิบล้านวอนแน่ๆ ดูเหลือเชื่อแต่จริงครับ”
เรื่องพวกนี้กยองฮาไม่รู้แม้แต่น้อย เพราะเขาไม่ได้สนใจฟุตบอลขนาดต้องมานั่งเสิร์ชดูราคาตั๋วซีซั่นพาสพรีเมียร์ลีกว่าขายกันเท่าไหร่
“แน่ใจนะ”
“ครับ”
คำตอบชัดเจนของมยองฮุนทำให้ความคิดในสมองกยองฮาพันกันยุ่งเหยิง
***
โล่เกียรติคุณประดับอยู่บนผนังบ้านอย่างเฉิดฉายนำสายตา คนบางกลุ่มกำลังแหงนมองด้วยความชื่นชม
“ได้ยินว่ารับจากมือของท่านประธานาธิบดีเชียวนะ”
“คุณพระคุณเจ้า กยองฮาเดี๋ยวนี้เป็นใหญ่เป็นโตจริงๆ”
ขยี้ตาเสาะหาคนรอบข้างที่พวกเธอรู้จัก ยังไม่เคยเจอสักคนที่ได้รับโล่เกียรติคุณจากประธานาธิบดี
“ตอนนี้เป็นคนละชั้นแล้วสิ”
“ไม่ใช่ว่าต่อไป ไม่คบหาพวกเราแล้วนะ” มีคนกังวล
อียองซุกยิ้มกว้างแก้มแทบแตกทั้งที่ไม่รู้จะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรดี ก็เจ้าลูกชายดันโผล่มาแขวนโล่ฯ หราบนผนังบ้านแม่ดื้อๆ ก่อนไปยังบอกอีกว่า เผื่อจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศเวลาแม่เหงาๆ เบื่อๆ ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาคาด ทุกครั้งที่อียองซุกมองโล่ฯ เธอจะปลื้มปริ่มอิ่มใจจนพูดอะไรไม่ออก
“กินข้าวกันมารึยัง”
“…กินแล้วสิ” แม่ของกยองจินที่ยังตั้งสติไม่ได้เผลอพูดออกมาตามจริง
ต่างจากแม่ของอึนช่อลกับแม่ของจูยองที่ส่ายหน้าพร้อมกันราวกับนัดหมายไว้
“ฉันยัง”
“ฉันก็ยังไม่ได้ทานค่ะ”
อียองซุกยิ้มอย่างพระแม่ผู้เมตตาล้นฟ้า
“งั้นเรากินกันสามคนไหมคะ ฉันเองก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน…”
บ้านนี้มีอาหารสุดพิเศษมากมาย ทุกคนรู้ดีแก่ใจ
“เดี๋ยวๆ ! ฉันกินมาแค่นิดหน่อย ยังกินได้อีกเยอะน่า เวลาคนพูดต้องฟังให้จบประโยคก่อนสิ”
แม่ของกยองจินพยายามใช้ลูกอ้อน สุดท้ายทั้งสี่ก็ได้นั่งล้อมโต๊ะอาหารเริ่มรับประทานร่วมกัน ด้วยความที่มีแต่ผู้หญิง จึงไม่มีทางที่จะไม่เกิดการเปิดวงคุยจ้อ
“จะว่าไป โล่ฯ อันนั้นน่าทึ่งมากจริงๆ นะคะ ฉันเพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก”
“พวกเราก็เพิ่งจะเคยเห็นนี่ล่ะค่ะ”
ระหว่างคุยเจ๊าะแจ๊ะเรื่องโน้นเรื่องนี้
“เรารู้จักกันมาก็พักใหญ่แล้ว ไม่ต้องคุยสุภาพคะขากับฉันทุกคำก็ได้มั้งคะ พูดสบายๆ เถอะค่ะ”
แม่ของจูยองเสนอ ด้วยความที่เธออายุน้อยที่สุดในนั้น
“เอางั้นเหรอ โฮะๆๆ” แม่ของกยองจินที่มนุษยสัมพันธ์ดีรีบตอบรับ
บรรยากาศเป็นกันเองขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
“นี่แหละ ควรจะต้องลักพาตัวกยองฮาตั้งแต่ยังเล็กๆ”
“กยองฮาดูจะไม่ค่อยชอบตามแม่กยองจินไปไหนมาไหนซะหน่อย เป็นฉันก็ว่าไปอย่าง”
“แต่อึนช่อลก็ใช่ว่าจะเข้ากับกยองฮาได้ดีเท่าไหร่นี่”
“ว่าแต่เขา กยองจินก็ใช่ว่าจะยอมกยองฮาขนาดนั้นเถอะ”
ปากทะเลาะเชือดเฉือนกันดั่งสงครามน้ำลายแต่กลับไม่มีใครหยุดเคี้ยวข้าว
แม่ของจูยองยิ้มอบอุ่น
เมื่อแต่งงานแล้ว แน่นอนว่าผู้หญิงมักจะต้องถูกผูกมัดให้อยู่ดูแลแต่เรื่องในบ้าน ไหนจะต้องห่างเหินจากกิจวัตรและชีวิตเดิมๆ ที่เคยใช้ ไหนจะต้องเป็นแรงงานหลักในการเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มเวลา ไม่แปลกเลยที่แม่บ้านไม่น้อยเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่เพียงผู้ชายซึ่งรับหน้าที่พ่อเท่านั้น ผู้หญิงเองเมื่อต้องมารับหน้าที่แม่ก็จำต้องยอมเปลี่ยนมาใช้ชีวิตใหม่ บอกลาละเลิกสิ่งที่คุ้นเคย
เพราะแบบนี้หนุ่มสาวยุคใหม่ถึงได้คบกันไปเรื่อยๆ โดยเลี่ยงที่จะแต่งงาน
‘อย่างพวกเรานี่ต้องเรียกว่าหายากสินะ แก่ตัวกันแล้วแต่ยังคบหาเฮฮากันได้แบบนี้ ไม่ง่ายเลยจริงๆ จะบอกว่าโชคดีก็คงใช่มั้ง’
ทุกคนเห็นตรงกันว่า จุดศูนย์กลางอันเป็นแหล่งรวมจิตใจที่ทำให้กระจุกตัวกันได้อย่างทุกวันนี้คือแม่ของกยองฮาและกยองฮานั่นเอง เวลาล่วงผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วโมงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทว่า ไม่มีใครรู้สึกเบื่อเลย แต่ละคนขันอาสาเก็บโต๊ะ เช็ดโต๊ะ ล้างจาน แบ่งงานกันไม่เกี่ยง ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยในพริบตาโนเวลกูดอทคoม
“ฉันขอตัวกลับไปบ้านสักครู่นะคะ เดี๋ยวมา”
แม่ของจูยองกล่าว ก่อนรีบแวบกลับบ้าน แล้วกลับมาอีกครั้งพร้อมผ้าพันคอในมือ
“นี่ค่ะ อยากให้รับไว้ เพราะที่ผ่านมาฉันเอาแต่กินฟรีฝ่ายเดียว… เดิมกะจะให้ช่วงคริสต์มาส เสียดายที่ถักไม่เสร็จ ดีที่ตอนนี้อากาศก็ยังหนาวอยู่”
มันคือผ้าพันคอที่เธอลงมือถักเอง
“ยังจะอุตส่าห์ทำอะไรแบบนี้มาให้อีก พวกผืนที่เก็บๆ ไว้ยังไม่ได้เอาออกมาใช้เลยค่ะ” อียองซุกอึ้ง
แม่ของกยองจินมองอียองซุกแล้วตำหนิ
“รับมาเลยนะ ผ้าพันคอที่ลูกชายให้เธอก็ไม่ใช้ เอาแต่บ่นอยู่นั่นว่าเดี๋ยวเสียของ”
เธอหมายถึงผ้าพันคอแบรนด์เนมที่ก่อนหน้านี้กยองฮาซื้อมาฝากแม่หลังกลับจากต่างประเทศ
“ก็มันไม่หนาวนี่ยะ ไม่หนาวก็เลยไม่ใช้ จะทำไม” อียองซุกทำเป็นมีเหตุผล
“เหลือเกินเลยเธอนี่… ฉันเห็นนะ ตอนที่ไอค่อกๆ แค่กๆ น่ะ”
“ผืนนี้อุ่นแล้วก็ทนด้วยนะคะ พันบ่อยๆ ได้ ไม่เป็นไรเลยค่ะ แล้วนี่ฉันก็ตั้งใจถักเพื่อมอบให้คุณแม่กยองฮาโดยเฉพาะเลยนะคะ” แม่ของจูยองอธิบายอีกหน
อียองซุกคิดวิธีปฏิเสธอื่นไม่ออกแล้ว จึงจำต้องรับมา
“ขอบคุณนะคะ”
ประโยคแสนสุภาพคงฟังแล้วขัดๆ เขินๆ แม่ของจูยองเลยจัดการย้ำ
“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พูดแค่ ‘ขอบใจ’ ก็พอ ได้ไหมคะ จากนี้ฉันเองก็จะเรียกทุกคนเป็นพี่สาวเหมือนกัน”
***
ณ โรงแรมโนโวส
ผู้จัดการใหญ่ประจำภัตตาคารมองลูกค้าสองคนด้วยสายตาวิตกกังวล ผู้จัดการรองเห็นดังนั้นก็เปรยตามที่ตนคิด
“มาจากต่างประเทศกันทั้งนั้น อาหารของเราจะถูกปากไหมก็ไม่ทราบนะคะ”
“เธอเองก็น่าจะรู้ดีว่าเรารับลูกค้าต่างชาติอยู่ตลอด จำนวนไม่น้อยด้วยไม่ใช่เหรอ”
โรงแรมแห่งนี้เป็นแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวจึงได้แวะเวียนเข้ามาโดยปริยาย
“คะ คือว่า ฉันหมายถึงเชื้อชาติของทั้งคู่น่ะค่ะ…”
แม้สีผิวจะเหมือนกัน แต่เชื้อชาติที่ต่างกันสามารถทำให้รสปากที่เคยคุ้นของชนชาตินั้นๆ ต่างกันราวฟ้ากับเหวได้ ผู้จัดการใหญ่สังเกตเห็นข้อหนึ่ง
“มีคนเกาหลีด้วยนี่”
“เธอคนนั้นเป็นคนเกาหลีหรอกเหรอคะ”
“อย่างน้อยๆ ก็ใช้ภาษาเกาหลีได้ดีและคล่องมากก็แล้วกัน”
ลูกค้าที่คนทั้งคู่มองอยู่ คือ เจมส์และมิเชล จอง
เจมส์กล้ำกลืนฝืนทนเคี้ยวอาหารจนกระทั่งไปต่อไม่ไหว สุดท้ายก็วางส้อม ส่วนมิเชล จองนั้นหมดความอยากอาหารไปนานแล้ว
“ที่นี่คงไม่มีหวังเรื่องดาว บอกเลยว่ายาก”
“ขนาดโรงแรมยังเป็นแบบนี้ เราไม่น่าไปแวะที่นั่นก่อนเลยจริงๆ นะคะ”
‘ที่นั่น’ ที่เธอกล่าวถึงไม่ใช่ที่อื่นใด ฮันอุลสาขารองนั่นเอง
หลังจากลิ้มรสสุดยอดอาหารกันมาแล้ว ทีนี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านไหน ลองชิมอาหารเมนูอะไรก็ผิดคาดไปเสียทุกครั้ง อาจเพราะรู้สึกสิ้นหวังอย่างหนักก็เป็นได้ เจมส์จึงเอ่ยโดยไม่ปิดบังน้ำเสียงขมๆ แม้แต่น้อย
“วิวดี ตกแต่งภายในสวย สุดท้ายข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง”
ภัตตาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งเยี่ยมยอดซึ่งสามารถมองลงไปเห็นย่านคึกคักของกรุงโซลได้หมดด้วยการกวาดตาเพียงครั้งเดียว ทว่า สิ่งที่บกพร่องกลับเป็นรสชาติอาหาร ทำให้ความประทับใจโดยรวมตกฮวบ และกลายเป็นความผิดหวัง
“คิดเหมือนกันเลยค่ะ ถ้าว่ากันด้วยรสชาติอาหาร ฮันอุลสาขารองสมควรมาอยู่จุดนี้มากกว่า”
นี่ถ้าพนักงานหรือผู้เกี่ยวข้องใดมาได้ยินประโยคนี้เข้า คงได้มีกระอักเลือดกันบ้าง
ระหว่างนี้ เมนูตามคอร์สก็เรียงรายกันออกมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง
“รากฐานสำคัญของการทำอาหารคือรสชาติแท้ๆ นี่ยังไง จัดจานสวยอย่างเดียว ไม่เข้าใจเลย”
“นั่นสิคะ ไม่ใช่ชิ้นงานศิลปะที่ต้องเอาไปจัดแสดงซะหน่อย”
ทั้งคู่กำลังต่อว่าการจัดจานซึ่งดูหรูหราฟู่ฟ่าเกินพอดี เหมือนเชฟใส่ใจแค่ภายนอก รสชาติอาหารกลับไม่ปรุงให้ทัดเทียมกัน หากแบ่งเอาความตั้งใจในการจัดจานไปทุ่มกับการปรุงรสล่ะก็ คงไม่น่าเสียดายแบบนี้
ทั้งคู่ผลักจานออกห่างตัวดื้อๆ ครั้งนี้ก็รับประทานไม่หมดอีกเช่นเคย ปิดฉากมื้ออาหารที่ใช้เวลาร่วมหนึ่งชั่วโมงโดยสมบูรณ์ เจมส์เป็นคนจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย
กรรมการจากมิชลินทุกคน หากเข้าไปลิ้มชิมรสอาหารที่ภัตตาคารไหนก็จำต้องชำระค่าอาหารตามปกติอย่างไม่มีข้อยกเว้น ฉะนั้น ใครที่อ้างว่ามาชิมอาหารเพื่อตัดสินการให้ดาวและตนต้องได้กินฟรี แสดงว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎแน่นอน
‘โอ้โห คิดราคาขนาดนี้ยิ่งน่าโมโห’ รสชาติอาหารแตะไม่ถึงมาตรฐานกลับเรียกราคาเสียแพง
เจมส์ถึงขนาดมองรอยยิ้มอบอุ่นของพนักงานภัตตาคารเป็นยิ้มปลอม
สองคนเดินเข้าลิฟท์หลังจัดการธุระเสร็จเรียบร้อย
กรรมการทุกคนมีภารกิจที่ต้องทำ นั่นคือ การทัวร์ชิมอาหารตามแต่ละจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย คงเพราะจากนี้จะถึงรอบที่เจมส์ต้องบอกลาโซลออกสู่ต่างจังหวัดแล้ว สีหน้าของเขาจึงมืดครึ้มยิ่งกว่าเก่า
***
ตั๋วซีซั่นพาสใบนี้ ยิ่งมองก็ยิ่งขัดตา
มองอีกทีก็น่าขันนัก ด้วยคนที่ส่งตั๋วมาให้ไม่ใช่คนสนิทชิดเชื้ออะไรกันขนาดนั้น จะบอกว่าเป็นการแสดงน้ำใจไมตรีเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ผิด
ชายงเทซึ่งมาหากยองฮากำลังง่วนกับการเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ
“ฮ้า นี่มันสวรรค์ชัดๆ …แจ๊บๆ ผมนี่กินแต่อาหารฝีมือเฮียจนชิน ทำใจกินในโรงอาหารบริษัทไม่ได้เลยครับ”
ชายงเทไม่ใช่คนประเภทรับประทานอาหารแล้วส่งเสียงแจ๊บๆ ไปด้วยคุยไปด้วย แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ตัวว่าเสียกิริยาเพราะกำลังถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวด้วยความอร่อย กวาดจนเกลี้ยงแล้วก็ยังรู้สึกไม่พอ
‘อยากกินให้พุงแตกตายไปข้างหนึ่งเลย แต่จะรบกวนเฮียขนาดนั้นคงไม่ดี’
กยองฮาไม่ใช่คนที่จะทำอาหารออกมาเยอะแยะมากมายโดยไม่คิด เขายึดมั่นว่าต่อให้เป็นของอร่อยเพียงใด หากกินมากเกินความจำเป็นย่อมสร้างปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย
“ว่าแต่เฮียเรียกผมมาทำไมเหรอครับ” ชายงเทถามเนื่องจากกยองฮาไม่มีตารางงาน
“ฉันได้ไอ้นี่มาจากคุณมานซูร์ อยากส่งคืน มีวิธีไหม” กยองฮาสารภาพตรงๆ
อย่างไร ชายงเทก็ถือเป็นพนักงานใต้สังกัดเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ อาศัยทางบริษัท น่าจะมีศักยภาพในการหาลู่ทางว่าพอทำอะไรในเรื่องนี้ได้บ้าง
“นี่มันตั๋วซีซั่นพาสพรีเมียร์ลีกของแมนซิตี้นี่ครับ แถมยังเป็นแบบ VIP ด้วย… ทำไมจะส่งคืนล่ะครับ หาก็ยากแถมยังแพงมากๆ ด้วย”
“ก็เพราะแบบนั้นถึงได้อยากคืนไง ฉันรู้สึกแปลกๆ ที่ได้รับน้ำใจแบบไร้สาเหตุ”
“เฮียไม่ชอบดูฟุตบอลเหรอครับ ไม่ชอบเลยแม้แต่นิดเดียว?”
“ก็ไม่ได้ชอบถึงขนาดเป็นแฟนบอลเหนียวแน่นอะไรขนาดนั้น”
ตอนนี้เขาเหมือนหัวล้านได้หวี สุกรคล้องสร้อยไข่มุก
“ที่นั่น มีเชฟชื่อดังด้วยนี่ครับ” ชายงเทเปลี่ยนเรื่อง
“เชฟชื่อดัง?” กยองฮาหูผึ่งทันใด
“ครับ เชฟที่เป็นอาจารย์ของกอร์ดอน แรมซี่ไงครับ”