ทั้งคู่พรางตัวอย่างแนบเนียนเข้ามาในมาดลูกค้า
แต่แท้จริง ทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญการพิจารณาคุณสมบัติร้านอาหาร ทำงานให้กับมิชลิน เจ้าของเกณฑ์ชี้วัดกลางระดับนานาชาติ ปกติแล้วกรรมการจะได้รับสิทธิ์ให้อยู่โยงทำหน้าที่ในประเทศนั้นๆ เป็นเวลาร้อยสามสิบวัน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว แต่ละคนจะได้เข้าพำนักที่โรงแรมและออกไปเยือนร้านอาหารตลอดจนภัตตาคารต่างๆ ทำการลิ้มชิมรสอาหารราวๆ สองร้อยสี่สิบครั้ง พร้อมกับพิจารณาให้คะแนนไปด้วย
มิชลิน เดิมทีเป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์รายใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส
ด้วยเจตนาที่อยากให้นักเดินทางเข้าถึงข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จึงได้ริเริ่มจัดทำหนังสือมิชลินไกด์เพื่อบอกกล่าวเรื่องเกี่ยวกับยางรถยนต์ กฎจราจรบนท้องถนน เรื่อยไปจนถึงข้อมูลที่พักและร้านอาหาร ต้องขอบคุณเหล่ากรรมการที่ดำเนินการพิจารณาตามเกณฑ์อย่างเข้มงวดเที่ยงธรรมตลอดมา ทุกวันนี้มิชลินไกด์จึงได้รับการตอบรับเชิงบวกจากมวลมหาประชากรโลกชนิดที่เรียกได้ว่าล้นหลาม ระยะแรก มิชลินไกด์ฉบับประเทศฝรั่งเศสได้ถูกแจกจ่ายถึงมือผู้ขับขี่ฟรีๆ กระทั่งต่อมา แม้จะคิดราคาก็ยังคงเป็นหนังสือที่ขายดีอันดับสอง เป็นรองเพียงคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น กลายเป็น ‘หนังสือที่จำเป็นต้องมีติดรถ’ ทีเดียว
อันที่จริง การมาเยือนร้านตามสั่งนี้มีเหตุผลักดันใหญ่หลวงอยู่เบื้องหลัง
‘ลือกันหนาหูเหลือเกินว่ารสชาติสุดยอด…’
ชาวเกาหลีอย่าง ‘มิเชล จอง’ จึงชักอยากรู้ว่าอาหารฝีมือมิสเตอร์โก เถ้าแก่ประจำร้านจะอร่อยแค่ไหน ถึงขนาดมีคนเปรยกับเธอว่า อยู่ในเกาหลีแต่ไม่รู้จักฮันอุลสาขารองอันโด่งดังถือเป็นพวกหลังเขา ทว่า เธอมีความจำเป็นส่วนตัวให้ไม่อาจมาที่นี่ได้ดังใจหวัง ด้วยมิเชลสมัยประถมจำต้องตามพ่อกับแม่ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ที่ฝรั่งเศสนั่นเอง
ซุนกุกทำหน้าที่คอยแนะนำเมนูซึ่งจากที่เอ่ยมาทั้งหมด สองคนเลือกแกงเต้าเจี้ยว ข้าวผัดกุ้ง และติ่มซำ
ทั้งคู่เจตนาสั่งติ่มซำแยกต่างหากเพื่อจะชิมเป็นไซด์ดิช (จานเคียง) ทั้งนี้ โดยส่วนมาก ลำดับการสั่งอาหารจะไล่ตั้งแต่เมนูพวกอาหารเรียกน้ำย่อยที่ช่วยปรับสภาพกระเพาะ ต่อด้วยเมนูหลักที่ช่วยให้ท้องอิ่ม ตามด้วยของหวานที่ช่วยให้อารมณ์ชื่นบาน ปัจจุบัน พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้คนเริ่มพิถีพิถันมากขึ้น ร้านที่รังสรรค์เมนูเกินสิบกว่าชนิดออกมาตอบสนองลูกค้าจึงมีนับไม่ถ้วน แต่ที่นี่ต่างจากเรสเตอรองที่เสิร์ฟอาหารเป็นคอร์ส ร้านตามสั่งนั้นจะเสิร์ฟอาหารแบบอะลาคาร์ทคือเสิร์ฟจานต่อจานโดยเลือกจิ้มเอาจากเมนู
“พูดก็พูดนะ ที่นี่ไม่รู้จะเข้าเกณฑ์ได้รึเปล่าแฮะ”
“กรณีร้านรถเข็นข้างทางยังได้ดาวเลยไม่ใช่เหรอ”
“ได้น่ะได้อยู่ แต่ก็แค่ดวงเดียว”
เกณฑ์มาตรฐานของมิชลินไกด์ที่กรรมการต้องพิจารณาแบ่งออกเป็นห้าข้อ
ข้อแรก คุณภาพวัตถุดิบและอาหาร
ข้อที่สอง ความเชี่ยวชาญด้านการปรุงและรสชาติ
ข้อที่สาม เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเชฟที่แทรกอยู่ในอาหาร
ข้อที่สี่ ราคาและความคุ้มค่า
ข้อที่ห้า ความเสมอต้นเสมอปลาย (ของประสบการณ์ลูกค้า)
นอกจากนี้ อีกข้อหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ ก็คือเรื่องของบรรยากาศระหว่างมื้ออาหาร ร้านที่หรูหรา ตกแต่งภายในอย่างดีย่อมได้คะแนนบวกเสริมอยู่แล้ว และปกติ ร้านอาหารที่ติดโผมิชลินจะได้รับดาวซึ่งแบ่งออกเป็นสามประเภท
ดาวหนึ่งดวงหรือวันสตาร์ หมายถึง ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารอร่อยรสชาติดี
ดาวสองดวงหรือทูสตาร์ หมายถึง ร้านอาหารที่ควรค่าแก่การขับรถไปเยี่ยมเยือนเพื่อลิ้มรส และ
ดาวสามดวงหรือธรีสตาร์ หมายถึง ร้านอาหารที่คู่ควรให้เดินทางไกลเพื่อไปชิมโดยไม่รู้สึกเสียดาย
เนื่องจากไม่ได้มีออเดอร์มากเท่าไหร่ กยองฮาจึงเป็นคนลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง
ระหว่างรอ น้ำพร้อมเครื่องเคียงก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะก่อนตามลำดับ
“พวกนี้เรียกอะไรนะ”
เจมส์ กรรมการผู้ให้คะแนนมิชลินซึ่งไม่คุ้นชินกับอาหารเกาหลีถามมิเชล จอง
“น่าจะเป็นเต้าหู้ย่างซอส ถั่วดำเคี่ยวแห้งกับผัดวุ้นเส้นนะคะ เป็นเครื่องเคียงไว้ทานแกล้มจานหลักค่ะ”
เจมส์พยักหน้าขรึมๆ แต่ละประเทศย่อมมีวัฒนธรรมและนิสัยการรับประทานอาหารที่แตกต่าง จะไปบีบบังคับให้พื้นถิ่นอื่นหันมาใช้วัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารตามแบบฝรั่งเศสหรือแถบยุโรปก็คงไม่ใช่เรื่อง
ไม่นาน แกงเต้าเจี้ยวกับข้าวผัดกุ้งก็เผยโฉม โดยมีซุนกุกและซองช่อลเป็นคนนำมาเสิร์ฟพร้อมๆ กัน ทำเอาเจมส์เกือบหลุดหัวเราะ
‘นี่ต้องมองว่าเป็นมืออาชีพไหมเนี่ย แสดงว่าต้องไปได้ยินได้ฟังจากไหนมาแน่ๆ’
ร้านมิชลินสามดาวจะดูแลบริการลูกค้าเช่นนี้ ไม่มีการปล่อยให้ลูกค้าคนใดคนหนึ่งต้องรอนานกว่าอีกคนเด็ดขาด ตรงหน้ามิเชล จองเป็นแกงเต้าเจี้ยว ส่วนตรงหน้าเจมส์เป็นข้าวผัดกุ้ง เขามองควันฉุยที่ลอยตัวขึ้นมาจากข้าวก่อนเอามือโบกเบาๆ จนกลิ่นหอมของข้าวผัดกุ้งกระจายทั่ว
‘เพราะกุ้งพวกนี้รึเปล่านะ คลับคล้ายว่ามีกลิ่นอายของทะเลนิดๆ…’
การคงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบขณะปรุงอาหาร เป็นเรื่องยากมากยิ่งกว่ามาก แถมกุ้งที่แทรกตัวอยู่ในข้าวผัดเหล่านี้ยังถูกแกะเปลือกออกแล้วเรียบร้อยด้วย มิเชล จอง ลงมือชิมอาหารก่อน ขณะที่เจมส์ลอบสังเกตปฏิกิริยาอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
‘เมนูนั้นไม่ค่อยน่าคบหาเท่าไหร่สำหรับเรา อาศัยดูท่าทีเอาแล้วกัน คงเดารสชาติได้อยู่หรอก’
แกงเต้าเจี้ยวเป็นอาหารที่แบ่งประเภทชาวตะวันตกออกเป็นทีมที่ชอบและไม่ชอบได้อย่างชัดเจน แค่เรื่องกลิ่นอย่างเดียวก็สามารถทำให้ฝรั่งไม่น้อยเดินหนีได้เลย
“แบ่งให้สักหน่อยเอาไหมคะ” มิเชล จองเอ่ยถามหลังจากถ่ายภาพแกงเก็บไว้
เจมส์จำต้องต่อสู้กับใจตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้หวาดหวั่นแต่ตำแหน่งกรรมการค้ำคอให้หลายต่อหลายครั้งเขาต้องกล้ำกลืนลิ้มรสบางเมนูที่เพียงเห็นก็อยากแหวะ
“กลัวนึกถึงรสชาติที่เคยกินในร้านอาหารเกาหลีเฉพาะทางน่ะสิ สะพรึงมาก…”
ที่ยุโรปมีร้านอาหารเกาหลีหลายร้าน เขาเคยไปเยือนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่เกี่ยวกับการให้คะแนนแต่อย่างใด ทว่า แกงเต้าเจี้ยวถ้วยนั้นไม่อาจมอบรสชาติที่เยียวยาจิตใจได้แม้แต่น้อย
“นี่คือร้านที่มิสเตอร์โกเป็นเจ้าของนะคะ ควรจะต้องมีอะไรแตกต่างอยู่แล้วน่า ไม่คิดอย่างนั้นเหรอ”
มิเชล จองกระซิบเสียงเบา เป่าหูเจมส์ให้ค่อยๆ ยอมรับอย่างสมเหตุผล
เชฟผู้พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินตะวันออกจนอลหม่าน เห็นทีฉายานี้จะดูถูกไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ
“งะ…งั้นแค่ชิมนิดๆ ดีไหม”
“ขอจานเล็กๆ สำหรับตักแบ่งอาหารหน่อยได้หรือเปล่าคะ” มิเชล จองถาม
ซุนกุกขานรับพร้อมมินซูที่พุ่งตัวไปยังครัวรับจานแบ่งมาอย่างรวดเร็วราวลูกธนู เมื่อจานมาวางถึงโต๊ะ มิเชล จองก็ตักแกงเต้าเจี้ยวส่วนหนึ่งแบ่งไว้ ขณะที่เจมส์ตักข้าวผัดกุ้งส่วนหนึ่งส่งให้เธอแลกกัน จากนั้นถึงเริ่มกระบวนการชิม
เจมส์หน้ายับย่น
วินาทีที่วัตถุดิบหลากหลายในแกงซึ่งรวมตัวกันอยู่บนช้อนเดินทางเข้าสู่ปากนั้นเอง
‘นี่มัน? อะไรกัน?’
ใช่ว่าจะไร้รสชาติแบบแกงเต้าเจี้ยวที่เคยชิมครั้งก่อนเสียทีเดียว แต่นี่ กลับไม่มีความรู้สึกที่พาให้สะอิดสะเอียนเลยสักเสี้ยวเล็บ หรือเพราะปรุงด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่มาก? แกงเต้าเจี้ยวช้อนนี้จึงสดชื่น ไม่เลี่ยน กระทั่งยังกลมกล่อมอีกด้วย
‘สถานที่ปรุงต่างกันล่ะมั้ง ดูเผินๆ อย่างกับซุปใสแน่ะ…’
รสชาติบนปลายลิ้นพาให้เขาตักช้อนที่สองอย่างต่อเนื่อง
เต้าหู้ทั้งก้อนแตกตัวออก ผสานเข้ากับหอยลายชิ้นอ้วนหนึบเกิดเป็นความอร่อยแสนล้ำเลิศ
‘รู้สึกได้ถึงรสชาติบางอย่างที่ยากจะอธิบาย แกงเต้าเจี้ยวคืออาหารแบบนี้เองรึ’
อาจเพราะวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสผนึกกำลังกันอย่างเต็มที่ก็เป็นได้ น่าอัศจรรย์เหลือเกิน แม้แต่ตัวเขายังไม่อาจชี้ชัดว่ามีรสชาติอะไรแอบซ่อนอยู่บ้าง เจมส์ถึงกับคิดขึ้นมาทีเดียวว่า แม้ปัจจุบันมิชลินจะมีการนำอาหารเกาหลีมาร่วมพิจารณาเป็นธีมหลักแล้ว แต่หากเป็นรสชาติอย่างที่ชิมอยู่นี่ล่ะก็ บอกเลยว่าหนังคนละม้วนโuเวลกูดoทคอม
ในที่สุด เจมส์มองจานแบ่งของตัวเองที่กลายเป็นว่างเปล่าโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเริ่มงุนงงกับตัวเอง
เขาจะไม่สับสนได้อย่างไร ในเมื่อก่อนหน้า เพียงคิดจะตักแกงเต้าเจี้ยวเข้าปากเขาก็กลัวตัวสั่นแล้ว นี่เขากลับฟาดเรียบจนหมด ทั้งยังมองสาวตรงหน้าด้วยสายตาตำหนิ คนอะไรใจจืดใจดำ ตักแบ่งก็ไม่รู้จักตักมาเยอะๆ หน่อย กะจะให้เขาลงไปดิ้นตายหรืออย่างไร ส่วนจานแบ่งของมิเชล จองซึ่งถูกจดจ้องอยู่นั้นก็เช่นกัน ไม่เหลือข้าวติดจานแม้สักเมล็ด ตอนนี้เธอกำลังซัดโฮกแกงเต้าเจี้ยวอย่างไม่สนใครหน้าไหนทั้งสิ้น ใครผ่านมาเห็นเข้าคงนึกว่าเธออดอาหารมาหลายวันแน่นอน เจมส์เข้าใจเธออย่างแจ่มแจ้ง
‘ขนาดรสปากอย่างเรายังตักเอาๆ เจ๊ที่คุ้นชินอาหารเกาหลีคงไม่มีอะไรต้องพูดมากแล้วล่ะ’
เขาเริ่มหันมาจัดการข้าวผัดกุ้งตรงหน้าบ้าง
กรุบ กรึบ
เมล็ดข้าวกับกุ้งที่กำลังถูกเคี้ยวเข้าไปกระตุ้นโสตประสาทแล้วกระจายรสชาติเหนือชั้นออกมา อยากจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะได้เนื้อสัมผัสเช่นนี้หากเป็นกุ้งที่ผัดด้วยวิธีธรรมดาทั่วไป นี่มันเกือบจะเด้งเท่ากุ้งเป็นๆ เลยนะ
‘แต่กลับไม่มีตรงไหนที่ไม่สุก เป็นไปได้ยังไง…’
ไหนจะไข่กวนแบบสแกรมเบิ้ลที่ปะปนอยู่ในข้าวอีก กลมกล่อมและนุ่มนวลมาก
เจมส์คือผู้เชี่ยวชาญด้านการจับสัมผัสรสชาติโดยเฉพาะ หาไม่แล้วคงไม่มีทางรั้งตำแหน่งนี้ในอาชีพเช่นนี้เด็ดขาด นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาสามารถตัดสินและวิจารณ์อาหารได้ชนิดที่คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้
‘พวกผักก็หอมไม่เบาแฮะ ซอสที่เหยาะคงไม่ใช่ซอสหอยนางรมบ้านๆ แน่นอน เพราะซอสพวกนั้นถูกบิดรสแต่งกลิ่นตั้งแต่ในโรงงานแล้ว ไม่ใช่แน่ๆ’
ที่วิจารณ์ก็ต้องวิจารณ์ ที่กินก็ต้องกิน เขาตักเอาๆ เหมือนตัวละครนิทานในเรื่อง ‘รองเท้าสีแดง’ อันเลื่องชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ช้อนเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง จ้วงข้าวผัดขึ้นมา ส่งเข้าปากที่อ้ากว้าง ราวถูกสัญชาตญาณครอบงำ เขาเคี้ยวๆ กลืน จากนั้นก็ตักใหม่วนไปซ้ำๆ ใบหน้าฉายแววพึงพอใจชัดเจน จนกระทั่งข้าวหมดจาน
‘หมดแล้วรึ’ หน้าผากกับคิ้วเจมส์ย่นยู่
มิเชล จองเองก็ไม่ต่างกัน ทุกอย่างเรียบไม่เหลือซากทั้งที่ตัวเธอนั้นใช่ว่าจะชอบเมนูข้าวสักเท่าไหร่ น่าตระหนกคูณสอง
หรือว่าถูกอาหารล่อลวงให้ลุ่มหลง?
จู่ๆ เมนูที่ลืมดับไปเสียสนิทก็ถูกเสิร์ฟลงมาตรงหน้า ติ่มซำนั่นเอง
“จานนี้สินะ ที่ทำให้ฝั่งฮ่องกงแตกตื่น” เจมส์ถาม
มิเชล จองพยักหน้าหนักๆ
ด้วยท็อปเชฟเป็นรายการที่ใครๆ ก็พากันพูดถึง มีหรือที่สองคนนี้จะไม่เคยกดดูคลิปไฮไลต์ต่างๆ ที่อัปโหลดอยู่บนยูทิวป์! ทว่า ติ่มซำที่ใช้แข่งขันนับเป็นอะไรได้ ติ่มซำเวอร์ชั่น ณ ตอนนี้เหนือกว่าครั้งนั้นเสียอีก
***
เจมส์และมิเชล จองนิ่งอึ้งจนหน้าแข็งค้าง
เนื่องจากเพิ่งได้สัมผัสประสบการณ์สุดยอดมหัศจรรย์ ทั้งคู่ถึงกับตระหนักได้โดยพลันว่า อาหารสามารถบันดาลความสุขให้ผู้คนได้ขนาดไหน
“ฉันมีข้อหนึ่งที่ไม่เข้าใจค่ะ” มิเชล จองเอ่ยทำลายความเงียบ
“เรื่องอะไรล่ะ”
“ปรุงอาหารออกมาระดับนี้ ถ้าเปิดเป็นเรสเตอรองมีวิวงามๆ ล่ะก็ ดาวสามดวงก็สามดวงเถอะค่ะ ยังไงต้องได้แน่ๆ แบบนอนมาเลย ราคาก็อัปได้มากกว่านี้ไม่รู้เท่าไหร่”
“แล้วคิดว่าเจ้าตัวเขาไม่รู้เหรอไง”
“คงรู้นั่นแหละค่ะ ฉันถึงได้ไม่เข้าใจยิ่งกว่าเดิม”
เจมส์นึกไปถึงร้านข้างทางในสิงคโปร์ที่ได้ดาวมิชลินอย่างอดไม่อยู่
“ร้านข้างทางที่ขายก๋วยเตี๋ยวหมูสับเด็ดๆ ร้านนั้นก็เคยบอกนะว่าไม่คิดจะขึ้นราคา แล้วก็ไม่คิดจะเพิ่มสาขาด้วย”
“งั้น?”
“ไม่ได้จะบอกว่าร้านนี้ก็เหมือนกันหรือไม่เหมือนกัน หรืออะไรหรอก อย่างที่คุณพูดเลย ถ้าเขากระหายอยากได้ดาว การเปิดเรสเตอรองจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด”
มิเชล จองพยักหน้าหงึกหงัก
“หมายความว่าคนคนนี้ไม่ใช่สไตล์ที่ชอบวิ่งไล่เงินกับชื่อเสียงสินะคะ”
“แต่ๆๆ!”
“คะ?” เหมือนเขาจะยังพูดไม่จบ มิเชล จองจึงเปิดโอกาสให้
“พอเอามาพิจารณาตามเกณฑ์มิชลิน ผมคิดว่า ผมยอมไม่ได้ที่ร้านนี้จะได้แค่ดาวเดียว”
“คือจะสื่อว่าอะไรนะคะ”
“รู้ไหมว่าผมถึงขนาดเห็นทุ่งลาเวนเดอร์กว้างสว่างไสว เห็นพนักงานแต่ละคนบริการด้วยหัวใจ เห็นคนแห่แหนกันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน เป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกมากเลยล่ะ”
มิเชล จองเห็นด้วย
“ไม่ใช่ฉันคนเดียวสินะที่รู้สึกแบบนั้น เหมือนความรักเลยว่าไหมคะ อยู่ในห้วงรัก โลกก็มักสว่างไสวเป็นสีชมพู”
“อืม คงเอามาวิเคราะห์ด้วยตรรกะคล้ายๆ กันได้ล่ะมั้ง”
***
เวลาเดียวกัน ณ เครมลินแห่งมอสโก
ท่านผู้นำสีจิ้นผิงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังเข้าพบปะกับประธานาธิบดีของรัสเซียผู้โด่งดัง ฉายาพระเจ้าซาร์แห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นามว่า ปูติน
ใช่ว่าประชาชนจะไร้เสียงคัดค้านอื้ออึงเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองไปเสียทีเดียว อย่างไรก็ดี จีนกับรัสเซีย สองประเทศนี้เชื่อมโยงด้วยสายใยของพันธมิตรร่วมเป็นร่วมตายกันอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่มีทางที่ท่านผู้นำจะเมินเฉยต่อการต้อนรับขับสู้จากฝ่ายรัสเซีย ทว่า สีจิ้นผิงวันนี้ดูต่างจากสีจิ้นผิงยามปกติที่ปูตินเคยเห็น
“สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะท่าน มีเรื่องกังวลใจอะไรหรือ”
สีจิ้นผิงฝืนยกริมฝีปากยิ้ม
“หน้าตาผมบอกขนาดนั้นเลย? สงสัยเมื่อครู่แวบไปคิดเรื่องอื่นน่ะครับ หน้าเลยขรึมไปเอง”
จะให้ตอบขวานผ่าซากได้อย่างไรว่าอาหารเลี้ยงรับรองของที่นี่ไม่ถูกปาก
ปูตินมองจานของสีจิ้นผิงที่อาหารเหลือเกินครึ่ง
“หรือว่าอาหารไม่ถูกปากครับนั่น” เขาเอ่ยทักอย่างเฉียบแหลม
“วันนี้ทานน้อย รู้สึกไม่ค่อยสบายท้องเท่าไหร่ครับ”
“ถ้างั้นรับชาจีนสักถ้วยไหมครับ”
สีจิ้นผิงเบ้หน้า
“ขอเป็นเหล้าจะดีกว่าครับ”
นี่คืองานต้อนรับอาคันตุกะสำคัญ ปูตินสั่งให้นำเบลูก้าออกมาเปิดทันที
เบลูก้า เป็นพรีเมียมวอดก้าสัญชาติรัสเซียชั้นดีที่สุด จะเรียกว่าเป็นสุราที่นิยมเปิดในงานเลี้ยงทางการของรัสเซียก็ได้
เบลูก้าวอดก้าไหลรินลงสู่จอกของทั้งสองฝ่าย จากนั้นก็ถูกยกขึ้นชนกันตามธรรมเนียม สีจิ้นผิงกลืนเบลูก้าลงคอ
เขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มและความหอมละเมียดละไมอย่างมีรสนิยม เยี่ยมยอดสมชื่อ ทว่า วันนี้กลับไม่อาจทำให้สีจิ้นผิงพอใจได้
‘ไม่น่าขอเหล้าดื่มเลยให้ตาย นี่ยังไง ก็แค่มีดีกรีแอลกอฮอล์สูงหน่อยเท่านั้น…’
วินาทีนี้เขาคิดถึงไวน์รากดอกโซโลมอนจับใจ
ขวดที่เขาเก็บไว้ในตู้ไวน์อย่างดีพอๆ กับรักษาขุมทรัพย์