มยองฮุนกับซุนกุกที่ติดสอยห้อยตามกยองฮาไปทำเนียบประธานาธิบดีด้วย รู้สึกเหมือนความภูมิใจพองคับอกจนกำลังจะพุ่งทะลุเมฆ
“ตอนนี้ยังขาสั่นพั่บๆ อยู่เลย ไม่อยากเชื่อว่าจะมีโอกาสได้ไปที่แบบนั้น…”
เป็นเรื่องยิ่งกว่าฝันเสียอีก
ย้อนคิดถึงอดีตสมัยที่ตนกับจินโอแฝดน้องทะเยอทะยานต้องการขยายสาขาร้านไปเรื่อยๆ แล้ว ดูไม่ต่างอะไรกับกบน้อยในกะลา ซุนกุกเองก็เช่นกัน สถานที่นี้เรียกว่าเกินเอื้อมสำหรับเขา
“ผมก็เหมือนกันครับ คิดตลอดว่า เฮ้ย จริงเหรอเนี่ย แบบนี้ก็ได้จริงเหรอ ยิ่งตอนเห็นท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง แล้วก็ท่านผู้นำกับภรรยาอยู่ตรงหน้านี่ แทบจะลืมหายใจเลยครับ”
ขณะนั้นเอง เสียงประหนึ่งคนใจสลายของแดเนียลก็ดังลอดเข้ามายังร้านฮันอุลสาขารอง
“อาจารรรรรรรรย์!”
“มีเรื่องอะไรอีกล่ะนั่น” ซุนกุกถาม
แดเนียลเข้าๆ ออกๆ ร้านราวกับเป็นบ้านตัวเอง คงเพราะสถานที่ฝึกมือของเขาอยู่ในตึกข้างๆ นี้เอง
ดวงตาสีฟ้ากลมโตมองจ้องกลับมา เอ่ยถามถึงแต่กยองฮา
“ซุนกุก อาจารย์อยู่ไหน ตอนนี้ฉันมีเรื่องด่วนมากๆ ต้องถามให้ได้ด้วยสิ”
แรกเริ่มเดิมที การทำอาหารก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว แดเนียลพุ่งเข้ามาหากยองฮาทุกทีที่เจอปัญหา หรือไม่ก็ไปต่อไม่ได้
“ออกไปแล้วอะ”
กยองฮายังคงรับงานอื่นไปพร้อมกับงานร้านเช่นเดิม ที่ที่ต้องไปก็มากมายเหลือเกิน แน่นอนว่าไม่อยู่
แดเนียลทำหน้าเสียดายสุดซึ้ง ประจวบเหมาะกับที่สุภาพบุรุษผู้หนึ่งเข้ามาในร้าน
“ขอพบเถ้าแก่โกหน่อยจะได้ไหมครับ” เขาแจ้งความจำนง
ซุนกุกจำต้องตอบเหมือนที่ตอบแดเนียลเมื่อครู่
“เถ้าแก่ออกไปทำธุระข้างนอกครับ”
“อ้อครับ คิดอยู่เชียวว่าคงยุ่ง ก่อนอื่นขออนุญาตแนะนำตัวนะครับ ผมเป็นผู้จัดการโรงแรมมาเรียนา ชื่อคังอีช่อลครับ ท่านผู้บริหารเราอยากพบเถ้าแก่โกจริงๆ หากเถ้าแก่กลับมาแล้ว รบกวนเรียนติดต่อกลับที่เบอร์นี้ ตามที่เขียนในนามบัตรนี่ได้ไหมครับ”
ระยะหลัง ด้วยจุดประสงค์ในการดึงลูกค้าเข้าหาให้มากขึ้น โรงแรมต่างๆ จึงต้องการยอดเชฟมีชื่อทั้งในและต่างประเทศมาออกอีเวนท์สำคัญๆ ร่วมกัน กระบวนการเหล่านี้กลายเป็นอะไรที่ธรรมดาไปเสียแล้ว
“ครับ… เดี๋ยวผมเรียนให้ท่านทราบเองครับ”
ทันทีที่แขกกลับออกไป แดเนียลก็ถามเหมือนรอจังหวะอยู่
“เถ้าแก่ไปงานอีเวนท์โรงแรมเหรอ งั้นที่ไม่อยู่ตอนนี้ก็…”
ซุนกุกส่ายหน้าแรงพลางตอบ
“ไม่ไปหรอกอีเวนท์พวกนั้น ไม่ใช่แค่เก้าสิบเก้าในร้อยด้วย ร้อยทั้งร้อยปฏิเสธเรียบ”
***
‘เฮ้อ อยากไปนะเนี่ย…’ ชินยองฮีถอนหายใจเบาๆ
ที่จริงเธออยากไปทำเนียบฯ เพื่อคุยจุ๊กจิ๊กภาษาผู้หญิงกับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งให้สมอยาก แต่ไม่อาจทำเช่นนั้น
คนเราย่อมต้องรู้จักละอายให้เป็น
งานทำอาหารนอกสถานที่ อันอิลเทเองก็ชื่นชอบไม่แพ้เธอ ทว่า จะให้ทำทุกอย่างตามอำเภอใจคงไม่เหมาะ แล้วงานเลี้ยงรับรองนั้นก็เป็นงานสำคัญระดับชาติด้วย แทบไม่ต้องเดาเลยว่าพนักงานสาขารองจะรู้สึกเป็นเกียรติแก่ชีวิตเพียงไหน ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงปฏิเสธคำชวนของกยองฮา ใช้เหตุผลร้อยแปดพันประการเข้าอ้าง
ชินยองฮียกมือขึ้นขยี้ตา
อันอิลเทที่กำลังช่วยเก็บกวาดถ้วยเปล่าอยู่อดถามไม่ได้
“เป็นอะไรครับ หัวหน้า”
“ทะ ท่านนั้น สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งไม่ใช่หรือคะ”
อันอิลเทหันขวับ จริงเสียด้วย สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ท่านผู้หญิงคิม-อกซุนกำลังเดินอย่างเงียบเชียบตรงเข้ามาที่ร้านภายใต้การคุ้มกันของผู้ติดตาม ลูกค้าบางส่วนลุกขึ้นยืนโค้งคำนับ เธอจับมือคนเหล่านั้นเบาๆ
“มาถึงร้านซอมซ่อของเราได้ยังไงครับเนี่ย…”
“ไหนๆ ก็มาจ่ายตลาดแล้วเลยอยากแวะมาดูว่าทำงานกันที่ไหน บรรยากาศเป็นยังไงน่ะค่ะ ไม่เห็นมีตรงไหนซอมซ่ออย่างที่เถ้าแก่ว่าเลย ก่อนหน้านี้ฉันเคยเล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่หรือคะ ว่ากินข้าวร้านตามสั่งกับสามีอยู่บ่อยๆ…” คิม-อกซุนตอบ
“ยินดีต้อนรับค่ะ ทานอะไรมาหรือยังคะ” ชินยองฮีทักทายอย่างดีใจเป็นล้นพ้น
“ยังเลยค่ะ รบกวนหัวหน้าครัวทำให้หน่อยจะได้ไหมคะ”
“ได้สิคะ ยินดีมากๆ! เชิญนั่งเลยค่ะ”
ตอบไปแล้วก็เพิ่งจะฉุกใจคิด ชินยองฮีถามท่านผู้หญิงอีกครั้ง
“แน่ใจนะคะว่าจะให้ฉันทำจริงๆ? จะไม่ไปทานที่สาขารองหรือคะ ที่นี่กับสาขารองไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่”
“พอดีฉันมีเวลาไม่มากน่ะสิคะ รอสองชั่วโมงไม่ไหวแน่”
คนบางประเภท หากมีอำนาจอยู่ในมือย่อมต้องใช้เพื่อเบิกทางให้ตน แต่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนปัจจุบันกลับตรงกันข้าม เธอคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อคนอื่นต้องรอ เธอก็ควรต้องรอเช่นเดียวกัน ชินยองฮีนับถือเธอมากขึ้นอีกหลายส่วน
‘ถ้าฉันอยู่ในตำแหน่งสูงแบบนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าจะเป็นคนยังไง ท่านผู้หญิงนี่สุดยอดไปเลย’
คล้ายๆ ว่าความรู้สึกยามเป็นวัยรุ่นหวนกลับมา คิม-อกซุนมองเมนูอย่างตื่นเต้น
“เอาอันนี้แล้วกันค่ะ แกงเต้าหู้นุ่ม” เธอเริ่มสั่งอาหาร
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
ชินยองฮีตั้งหน้าตั้งตาปรุงอาหาร ใส่ใจทั้งดวงลงไป จากนั้นก็นำแกงเต้าหู้นุ่มที่ต้มเสร็จเรียบร้อยไปเสิร์ฟด้วยตนเอง
“อืม ปรุงรสได้พอดีมาก เต้าหู้นุ่มกับไข่ก็เข้ากันได้อย่างกลมกล่อม จะทำให้ได้รสแบบนี้ไม่ง่ายเลยนะ…”
“พอทานได้ไหมคะ”
“แน่นอนสิคะ หัวหน้าครัวทำอร่อยใช่ย่อย ทำอาหารเก่งขนาดนี้ได้ยังไงคะเนี่ย”
“โฮะๆๆ ฉันได้เถ้าแก่สาขารองเป็นต้นแบบค่ะ เรียนรู้จากเขามาเยอะเลย”
“คุณกยองฮานี่ปกติก็ทำอาหารเก่งอยู่แล้วหรือคะ”
“ค่ะ เก่งขนาดฉันยังแปลกใจเลยล่ะค่ะ”
คุยกันไปเรื่อยๆ เผลอครู่เดียวแกงเต้าหู้นุ่มก็หมดถ้วย ข้าวสวยก็หมดชามชนิดสะอาดเรี่ยมทีเดียว
“ถ้าไม่อิ่ม ฉันทำเพิ่มให้อีกไหมคะ” ชินยองฮีถาม
“ไม่ค่ะๆ ขืนกินเยอะไปกว่านี้ฉันคงลุกไม่ขึ้นแล้วล่ะ”
ท่านผู้หญิงหยิบกระเป๋าสตางค์ เดินไปจ่ายเงิน
“นี่ค่ะ ค่าอาหาร”
อันอิลเทแอบสังเกตท่าทีลูกค้าที่เหลือ ก่อนจะกล่าวพลางโบกไม้โบกมือ
“ไม่ต้องครับ ไม่เป็นไร เดินทางปลอดภัยนะครับ”
ทว่า ท่านผู้หญิงไม่ยอม เธอรีบแย้ง
“ถ้าไม่รับ ฉันต้องโดนสามีดุเอาแน่ๆ รีบรับไปเถอะค่ะ”
อันอิลเทจำต้องรับเงินมาอย่างเสียไม่ได้ คิม-อกซุนตัดสินใจถาม
“ขออภัยนะคะ ถ้าร้านไม่ยุ่งจนเกินไป ฉันขอยืมตัวหัวหน้าครัวสักครู่ได้ไหมคะ”
***
ทุกก้าวย่างของยุนซึล เบาสบายราวกับกำลังโผบินขึ้นฟ้า
เหตุผลก็เพราะเธอได้จูงมือพี่ชายคนโต สุดหล่อสุดเท่สุดสมาร์ท เดินด้วยกันบนทางเท้า
“กระเป๋าถูกใจไหม” กยองฮาถามเจมิน น้ำเสียงอบอุ่น
“ถูกใจครับ ขอบคุณครับ”
“พูดขอบคุณแค่ครั้งเดียวก็พอ เมื่อกี้พูดไปแล้วนี่”
“…ครับ”
ปีนี้ ถึงเวลาแล้วที่เจมินต้องไปโรงเรียน กยองฮาจึงพาเด็กๆ ไปห้างสรรพสินค้า ช่วยซื้อหาตั้งแต่อุปกรณ์การเรียน สมุด และของอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ แต่กยองฮาก็ยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป
‘อันที่ขาด เดี๋ยวคุณยายคงช่วยเตรียมให้เองล่ะมั้ง’
กยองฮาและเด็กๆ พะรุงพะรังกลับมาถึงร้านขายเครื่องเคียง ชเวบกซุนซาบซึ้งแล้วซาบซึ้งอีก หากเป็นเธอเองก็ว่าไปอย่าง นี่ลำพังแค่เด็กสองคน อย่างไรก็ไม่มีปัญญาซื้อของพวกนั้นแน่นอน ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอไม่มีเงินพอจะซื้อกระเป๋าให้เจมิน แต่เพราะยังอีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม เธอจึงอยากรอดูไปก่อน
ชเวบกซุนมัวสำนึกขอบคุณอยู่ในใจ ลืมกระทั่งคำพูดคำจา แม่ของฮียอนเลยเป็นฝ่ายถามแทน
“ถึงขนาดซื้อกระเป๋านักเรียนให้เจมินเชียวหรือคะ”
“ไม่ใช่ของแพงอะไรหรอกครับ ทีแรกคิดว่าไหนๆ ก็พาไปห้างฯ แล้ว เลยอยากซื้อรุ่นที่เด็กๆ นิยมใช้กันอยู่ตอนนี้ให้ แต่เจ้าหนูนี่ไม่ยอม เอาแต่บอกไม่อยากได้…”
เจมินทันเห็นว่ากระเป๋าใบนั้นราคาตั้งสี่แสนวอน แพงน่ากลัวเสียจนเขาต้องเล่นลูกไม้ทั้งหมดที่มีแสดงออกว่าใบอื่นดีกว่า
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” novelgu.com
“ดื่มกาแฟสักแก้วแล้วค่อยไปสิคะ”
แม่ของจองอูส่งสายตาเป็นเชิงว่า เธอคงไม่สบายใจหากต้องให้เถ้าแก่กลับไปเฉยๆ
กยองฮากล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ไม่เป็นไรครับ ผมทิ้งร้านมานาน ควรรีบกลับได้แล้วครับ”
นานวันเข้า ความเคารพนับถือต่อเถ้าแก่ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแม่ของจองอูและแม่ของฮียอนคิดเช่นนั้น
“ค่ะ เถ้าแก่ เดินทางดีๆ นะคะ” ทั้งคู่ประสานมือตรงหน้าท้อง พลางโค้งลา
ชเวบกซุนเองก็ค้อมตัวลงอย่างนับถือสุดใจ
‘จะมีโอกาสได้ตอบแทนคุณเมื่อไหร่กันนะ…’
กยองฮากลับไปแล้ว เหลือเพียงแม่ของจองอู แม่ของฮียอน แล้วก็ครอบครัวชเวบกซุน
“เจมินนี่โชคดีจังเลยน้า ได้กระเป๋าเป็นของขวัญจากเถ้าแก่ด้วย…”
“มีเครื่องเขียนกับสมุดอีกนะครับ”
“โอ้โห เยอะแยะเลยนะเนี่ย”
ขณะทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น
“… ข้าวตังก้นหม้อนั่นอร่อยขนาดไหนรู้ไหมคะ ขนาดจะพูดยังพูดไม่ออกเลย”
“โฮะๆ ฉันแอบอยากชิมข้าวตังก้นหม้อนั้นบ้างจังค่ะ”
เสียงคุยกะหนุงกะหนิงเรียกให้แม่ของจองอูหันไปมอง แล้วเธอก็อึ้งไป
“เฮือก…”
“ตกใจอะไรขนาด…” แม่ของฮียอนที่หันมองตามก็ได้อึ้งไปอีกคน
สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกับหัวหน้าครัวชินยองฮีกำลังเดินเข้ามาที่ร้านขายเครื่องเคียง
“ที่นี่เครื่องเคียงแบบไหนอร่อยบ้างคะ” สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเอ่ยถาม
แม่ของจองอูที่ปกติพูดเก่งคุยเก่งถึงกับช็อคหนัก จนปากไม่ยอมขยับไปตามสมองสั่ง
“อะ อะ อันที่… ขะ ขายดี…” กว่าจะพูดจบฟ้าคงมืดก่อนแน่
แม่ของฮียอนก็เป็นไปกับเขาด้วย แข็งเป็นหินไปเสียแล้ว
“เต้าหู้ย่างซอสขายดีที่สุดค่ะ ผักกูดผัดซอสกับกิมจิผัดสุกก็อร่อยนะคะ” ชเวบกซุนเป็นคนตอบแทน
ชินยองฮีรีบเสริม
“อันที่จริง เครื่องเคียงที่นี่อร่อยทุกอย่างเลยค่ะท่านผู้หญิง เพราะคุณกยองฮาเป็นคนลงมือทำเองแทบทั้งหมด…”
คำตอบนั้นทำให้คิม-อกซุนเริ่มน้ำลายสอ
“พอดูดีๆ แล้ว สีสันแต่ละอย่างไม่ธรรมดาจริงๆ เสียด้วย… อยากซื้อทั้งหมดเลย เอางี้ค่ะ ช่วยห่อสามอย่างที่แนะนำมาเมื่อสักครู่ให้ฉันก่อนก็แล้วกันนะคะ”
“ได้ค่ะ”
มัวแต่สนใจเครื่องเคียง คิม-อกซุนจึงเพิ่งสังเกตเห็นเด็กน้อยสองคนเอาเดี๋ยวนี้เอง
“เด็กๆ นี่ลูกเต้าเหล่าใครคะ”
“เป็นหลานของคุณยายที่ทำงานที่นี่น่ะค่ะ”
คิม-อกซุนยอบตัวลง คุกเข่าอยู่ระดับสายตาเด็กๆ ก่อนถาม
“กี่ขวบแล้วจ๊ะ”
“ผมแปดขวบ น้องสาวผมห้าขวบครับ”
ได้ยินประโยคชัดถ้อยชัดคำจากเจมินแล้ว เธอก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มคุณแม่
“เด็กๆ น่ารักจังค่ะ คุณพ่อคุณแม่ล่ะจ๊ะ”
ชินยองฮีเกรงว่าเด็กๆ จะเสียใจ เลยรีบกระซิบให้ท่านผู้หญิงฟังเบาๆ
“ไม่มีค่ะ พวกแกกำพร้า”
“คะ? หมายความว่า?”
“คุณยายเป็นคนเลี้ยงดูเด็กๆ จนโตค่ะ คุณกยองฮาบังเอิญรู้เรื่องเข้าพอดี ก็เลย…”
ท่านผู้หญิงคิม-อกซุนประทับใจไม่น้อย
‘คุณพระคุณเจ้า ขนาดยังหนุ่มยังแน่นอยู่นะนี่ รู้จักใส่ใจช่วยเหลือผู้ตกยากเสียด้วย… ยังไงก็เถอะ คราวนี้คงปล่อยไปไม่ได้แล้วล่ะ’
***
กยองฮากลับมาถึงร้านและกำลังฟังรายงานจากซุนกุก
“เรื่องแดเนียล อีกแป๊บหนึ่งค่อยไปดูก็ได้ ส่วนเรื่องโรงแรมนั่น เขาถามหาพี่เหรอ”
“ครับ เห็นว่าเป็นผู้จัดการโรงแรมมาเรียนา เขาให้นามบัตรมาใบหนึ่งแล้วก็ฝากให้โทรฯ กลับครับ”
กยองฮารับนามบัตรมา กดเลขหมายตามที่เห็น แล้วโทรฯ ออกทันที
[สวัสดีครับ ผู้จัดการคังอีช่อลครับ]
“สวัสดีครับ นี่โกกยองฮานะครับ พอดีเพิ่งกลับมาถึงร้าน ต้องการพบผมหรือครับ”
[อา ครับ! จริงๆ อยากพบแล้วเรียนให้ทราบต่อหน้า แต่ที่ร้านบอกว่าเถ้าแก่ออกไปธุระน่ะครับ ผมเลยได้แค่ทิ้งนามบัตรไว้ ถ้าพอมีเวลาว่าง ขออนุญาตนัดเป็นการส่วนตัวเพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญสักหน่อยจะได้ไหมครับ…]
“ปรึกษาเรื่องอะไร พอจะบอกได้หรือเปล่าครับ”
[ทางผู้บริหารเราอยากจัดอีเวนท์พิเศษน่ะครับ เชิญเชฟมิชลินทั้งในและต่างประเทศมาพร้อมกัน]
“ขอบพระคุณที่นึกถึงนะครับ แต่ผมคงไม่สามารถไปเข้าร่วมได้”
กยองฮากล่าวปฏิเสธเด็ดขาดเหมือนที่ทำตลอดมา เนื่องด้วยอีเวนท์พิเศษนั้นปกติไม่ได้จัดกันแค่วันสองวัน
หากจะเข้าร่วม อย่างน้อยๆ ก็ต้องทิ้งร้านหลายวัน เขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกไปทำอาหารที่อื่น
[ช่วยกรุณาเอาไปคิดอีกทีไม่ได้หรือครับ รับรองว่าค่าตอบแทนไม่น้อยแน่นอน]
“ขออภัยด้วย ผมยังยืนยันคำเดิมครับ”
ขณะที่กำลังจะวางสาย ฝรั่งผิวขาวและชาวเกาหลีก็เดินเข้าร้านมา
“ยินดีต้อนรับครับ”
“ค่ะ”
“กี่ท่านครับ”
“สองคนค่ะ”
ชาวเกาหลีเป็นคนกล่าวแทนฝรั่งผิวขาวที่นิ่งเงียบ
มองไปก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าแปลก เพราะคนเกาหลีมักพาเพื่อนต่างชาติมากินข้าวที่นี่อยู่บ่อยๆ จนเป็นภาพชินตา
“จะสั่งอาหารเลยไหมครับ” ซุนกุกถาม เมื่อคนทั้งคู่นั่งเรียบร้อยแล้ว
“ขอเมนูที่อร่อยที่สุดของที่นี่ค่ะ”
ที่จริงแล้ว สองคนนี้ไม่ได้มีเจตนาเพียงแค่มาเติมท้องให้อิ่ม พวกเขาต้องการคำตอบด้วยว่า ร้านตามสั่งแห่งนี้เหมาะจะมีชื่อปรากฏอยู่ในมิชลินไกด์หรือไม่