ด้านในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่างจากที่เห็นด้านนอกลิบลับ มีทั้งภาพเขียน งานประติมากรรม ตลอดจนภาพพิมพ์โลหะทองแดงที่สะท้อนยุคสมัยต่างๆ ไว้อย่างน่าดู ของน่าสนใจมีมากมายทีเดียว แต่แน่นอนว่าที่น่าสนใจและสำคัญที่สุดย่อมเป็นเนื้อหาบทสนทนา
“ที่เรอาเลมีเชฟดังอยู่ท่านหนึ่งครับ ไม่ทราบว่าเคยได้ยินชื่อหรือเปล่า เชฟนิโค”
“ไม่รู้จักเลยครับ” กยองฮาส่ายหน้า
“นิโคเป็นเชฟมีชื่อเพราะได้มิชลินสามดาวครับ ที่น่าตกใจกว่านั้นคือเขาประสบความสำเร็จด้วยตัวเองล้วนๆ เดิมที สมัยอยู่โรมเคยเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ แต่พอคุณพ่อเสียก็เลิกเรียน ลาออกมาเป็นเชฟแทนครับ ลือกันว่านิโคไปเข้ารับการฝึกฝีมือที่เอล เซเญ เดอ กัน โรคา ในสเปนแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นแล้วไม่เคยฝึกที่ไหนอีก ตอนนี้รับผิดชอบดูแลศูนย์อบรมด้านการอาหารนิโค โรมิโตอยู่ครับ เขาเน้นความเรียบง่ายและซื่อสัตย์ต่ออาหาร”
“อย่างนี้นี่เอง” กยองฮารับฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็ดูเหมือนจะฟังเฉยๆ ไม่ได้เครียด หรือคิดว่าเจอปัญหาใหญ่เข้าให้แต่อย่างใด
ฝ่ายที่คิดหนักกลับไม่ใช่กยองฮา กลายเป็นคุณผู้จัดการชายงเทเสียนี่
“ไม่ทราบว่าเคยทานอาหารที่เฮียผมปรุงหรือยังครับ”
“เคยครับ เคยทานตอนอยู่เกาหลี”
“งั้นฝีมือเชฟนิโคเมื่อเทียบกับเฮียแล้วเป็นยังไงครับ”
อันโตนิโอไม่ได้ตอบคำถามในทันที
“เรื่องนั้น ไว้เราไปอีกที่หนึ่งแล้วค่อยคุยดีไหมครับ”
***
เฟอรารี่ของอันโตนิโอวิ่งฉิวอยู่บนถนน เรียบลื่นเนียนกริบเป็นที่สุด
ใช่เลย เฟอรารี่ชื่อเดียวกับแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวยนั่นแหละ ชายงเทกลืนความตระหนกลงท้อง หากเขาไม่นั่งหุบปากให้ดี ลมพลังแรงขนาดนี้น่าจะตีทะลุปอดเอาง่ายๆ
‘คนคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ มารู้จักกับเฮียได้ยังไงเนี่ย’
อันโตนิโอพากยองฮากับชายงเทไปยังโรงแรมอะดอล์ฟ แอสโตเรีย ประจำลาซีโอ เมืองโรม
ทั้งหมดขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของตึก
“ที่นี่ที่ไหนครับ” ชายงเทเก็บสีหน้างุนงงไว้ไม่มิด
“ลา แปร์โกลาครับ ภัตตาคารที่ดีที่สุดในโรม”
ชายงเทอ้าปากค้าง
“ดีที่สุดในโรม งั้น…”
“เป็นร้านที่ได้มิชลินสามดาวด้วยครับ”
“ได้มิชลินสามดาว? แบบนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องจองล่วงหน้าเดือนหนึ่งถึงจะได้ที่นั่งนี่ครับ”
“ปกติก็ใช่ครับ แต่…”
พนักงานภัตตาคารเห็นอันโตนิโอเข้า จึงรีบสั่งการให้ลูกน้องนำข่าวไปแจ้งต่อ ครั้นข้อความวิ่งไปถึงในครัว ไม่นานนัก เชฟร่างเตี้ยสวมแว่นตากรอบดำ บุคลิกน่าเลื่อมใสก็เดินออกมา
“โห ไปไงมาไง ท่านอันโตนิโอถึงได้เสด็จมาเยี่ยมภัตตาคารเราเนี่ย”
แม้จะฟังภาษาอิตาเลียนไม่ออกเลย แต่กยองฮากับชายงเทก็เห็นชัดเจนว่าเขาดูดีอกดีใจไม่น้อย
“ทำไม ก็มากินข้าวกับเพื่อนๆ น่ะสิ”
“มีเพื่อนชาวตะวันออกกับเขาด้วยรึ”
“เพิ่งได้รู้จักเป็นเพื่อนกันไม่นานนี้เอง”
อันโตนิโอยิ้มอวดฟันสวย ก่อนจะแนะนำเชฟเป็นภาษาเกาหลีให้กยองฮากับชายงเทฟัง
“เชฟไฮนซ์ เบ็คครับ เดิมเป็นคนเยอรมันแต่ไปศึกษาด้านการทำอาหารที่ฝรั่งเศส ต่อด้วยสเปน แล้วก็ข้ามมาปักหลักตั้งภัตตาคารที่นี่ครับ”
จากนั้นก็หันมาแนะนำกยองฮาให้ไฮนซ์ เบ็ครู้จักบ้าง
“นี่เพื่อนจากเกาหลี ชื่อโกกยองฮา พรสวรรค์ด้านปรุงอาหารสุดยอด เกินระดับอัจฉริยะไปอีก ส่วนอีกท่านข้างๆ กันเป็นผู้จัดการส่วนตัวเขา”
ไฮนซ์ เบ็คพินิจมองกยองฮาพลางควานหาส่วนเสี้ยวความทรงจำ
“หน้าคุ้นมากเลย เคยเจอกันที่ไหนมาก่อนรึเปล่านะ”
“น่าจะเคยเห็นในยูทูบมั้ง” อันโตนิโอหยั่งเชิง
ไฮนซ์ เบ็คทุบกำปั้นที่ฝ่ามือดังป้าบ
“เออ ใช่เลย คนนี้เลย”
ไฮนซ์ เบ็คชวนกยองฮาคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ต่อ
“ผมทันได้ดูตอนคุณรับหน้าที่ทำอาหารจัดเลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์ครับ เป็นไงครับ เห็นทรัมป์ตัวจริงแล้วรู้สึกยังไงบ้าง”
แน่นอนว่าต้องพึ่งการแปลภาษาโดยอันโตนิโอล่ามจำเป็น
“เขาอยากรู้ว่า ตอนได้เห็นทรัมป์ตัวจริง รู้สึกยังไงบ้างน่ะครับ”
“ก็รู้สึกว่า เออ ตัวใหญ่ดี นอกนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ”
ไฮนซ์ เบ็คขำเมื่อคำตอบได้รับการแปล
“ฮ่าๆ ตัวใหญ่จริงด้วยครับ เห็นว่าสูงตั้งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตรแน่ะ”
ปล่อยไว้แบบนี้สงสัยได้คุยกันยันค่ำไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
“นี่ เพื่อนๆ ฉันไม่ได้มีเวลามากนะ ไปทำอาหารมาให้หน่อยเร็ว” อันโตนิโอเร่งเชฟ
“อาหาร? จัดคอร์สเลยมั้ยล่ะ”
“เป็นคอร์สคงไม่น่าทัน เอาแค่ไม่กี่เมนูที่เจ๋งๆ ก็พอ”
“ท่านอันโตนิโอจะเสวยกระยาหารฝีมือผู้น้อยรึนี่ เป็นเกียรติเป็นศรีเหลือเกิน”
อันโตนิโอยกสองมือทาบหลังไฮนซ์ เบ็คที่ยังจะมีหน้ามาล้อเล่น ออกแรงทั้งผลักทั้งดัน
“พอๆ เข้าครัวไปได้แล้ว ไป”
ครู่เดียว อาหารหรูหราแสนประณีตก็ออกมาเปิดตัว
จานแรกที่มาในตำแหน่งเรียกน้ำย่อย สร้างความเพลิดเพลินแก่แขก คือ คาร์ปาชโช
เนื้อปลาดิบสดๆ ถูกแล่เป็นแผ่นบางราวกระดาษ มีการใช้วูสเตอร์ซอสหยดไว้ด้านข้างเรียงเป็นจุดๆ อย่างสวยงาม
เมื่อเนื้อปลาถูกหย่อนลงในปาก เคี้ยวเพียงไม่กี่ครั้งปลาดิบก็ละลายหายไป
ชายงเทเสียดาย กำลังคิดอยากลิ้มรสให้มากกว่านี้ก็พอดีปลาหมึกและกุ้งชุบแป้งทอดออกมาเสิร์ฟเสียก่อน แป้งทอดด้านนอกบางมากถึงขนาดที่สามารถคงรสชาติเดิมของปลาหมึกและกุ้งไว้ได้ครบถ้วน
“อร่อยจังครับ” กยองฮาชมสั้นๆ
ส่วนชายงเทมัวแต่ตั้งอกตั้งใจชิมซีฟู้ดชุบแป้งทอดชนิดไม่ลืมหูลืมตา เรียกว่าเคี้ยวไม่หยุดปากเลยก็ว่าได้ กระทั่งสุดท้ายไม่เหลือสักชิ้นให้เขาจิ้มต่อนั่นแหละจึงได้หยุดมืออย่างอาลัยอาวรณ์
“เดี๋ยวนี้อาหารชุบแป้งทอดของเกาหลีก็มีหลากหลายขึ้นมากนะครับ แต่ไม่อร่อยเท่าที่นี่เลย ปกติแป้งจะหนาๆ…”
“ลา แปร์โกลาถึงได้ขึ้นชื่อเรื่องเมนูชุบแป้งทอดแบบทำเสร็จใหม่ๆ ไงครับ ได้รับความนิยมสูงสุดทีเดียว”
จานถัดมาเป็นล็อบสเตอร์ที่เนื้อสัมผัสดีทั้งนุ่มทั้งเด้ง ซอสหวานกลมกล่อมแทบจะดึงกลิ่นของท้องทะเลมาให้คนกินสัมผัสได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายงเทจะง่วนอยู่กับอาหารตรงหน้าขนาดไหน จานต่อมายังคงสร้างความเพลินตาและความสุขปากให้แก่ผู้รับประทานอย่างต่อเนื่อง เช่น เมนูพาสต้าแปลกใหม่ที่ตัวแป้งทำขึ้นเป็นพิเศษรูปร่างคล้ายซูเจบีเกาหลี เมนูไวท์แอสพารากัส (หน่อไม้ทะเล) และอื่นๆ
อันโตนิโอกล่าวกับกยองฮาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เรื่องมิชลินในยุโรปนี่เป็นอะไรที่ฮือฮากันไม่น้อยเลยล่ะครับ ทุกปีจะมีการจัดพิจารณาการให้ดาว บางร้านได้ติดดาวเพิ่ม บางร้านไม่รักษามาตรฐานก็จะถูกลดดาวครับ เพราะอย่างนี้พวกที่ได้มิชลินสามดาวเลยกดดันหนักมาก”
“น่าจะเคยอ่านผ่านตามาบ้างเหมือนกันครับ เห็นว่าถึงขนาดฆ่าตัวตายก็มี…”
“ที่น่าเศร้าคือ มันเป็นเรื่องจริงครับ ทุกวันนี้ถึงได้มีพวกต่อต้าน ไม่ก็เกลียดชังมิชลินไปเลย”
“อย่างนี้นี่เอง”
ขณะใกล้จะอิ่ม อันโตนิโอก็มองชายงเทพลางถามถึงเรื่องที่เกริ่นไว้เมื่อครู่
“เมื่อกี้ถามผมว่า ถ้าเปรียบเทียบฝีมือเชฟนิโคกับคุณกยองฮาแล้วคิดว่าไงใช่ไหมครับ”
“ครับผม”
“ภัตตาคารของนิโคยังเหนือกว่าลา แปร์โกลาแห่งนี้อยู่ขั้นหนึ่งครับ แหงอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นถึงอันดับที่สี่สิบสามของภัตตาคารที่ดีที่สุดในโลกนี่นะ ฉะนั้นหากให้ผมตอบง่ายๆ จากประสบการณ์ตรง ถ้าคุณกยองฮาปรุงอาหารอิตาเลียนได้ด้วยฝีมือระดับเดียวกับการปรุงอาหารเกาหลี ก็มีสิทธิ์ลุ้นครับ”
***
อันโตนิโอขับเฟอรารี่มาส่งกยองฮาและชายงเทถึงที่พัก
“ขอบคุณมากครับ ผมเลยโชคดีได้ทานของอร่อยไปด้วย”
“สบายมากครับ นี่ถ้ามีเวลาเหลือ ผมอยากเชิญไปที่ร้านของผมด้วยซ้ำ แต่ออกจะไกลไปหน่อยน่ะครับ”
เรสเตอรองของอันโตนิโอชื่อว่า ‘ออสเตเรีย ฟรานเชสกานาโร’ อยู่ที่โมเดนา แถบภูมิภาคเอมีเลีย-โรมัญญาทางตอนเหนือของอิตาลี ทว่า ด้วยความที่กยองฮามีเวลาจำกัด เขาไม่อาจพาไปถึงโน่นได้ จึงจำต้องพาไปเรสเตอรองหรือภัตตาคารของไฮนซ์ เบ็ค เพื่อนรักแทน
ใกล้หมดเวลาอิสระของแต่ละคนแล้ว สมาชิกทีมท็อปเชฟที่แตกออกเป็นกลุ่มๆ เริ่มทยอยกันกลับมายังโรงแรม เหล่าดาราหน้ากล้องได้แต่มองภาพตรงหน้าตาค้าง
อันโตนิโอกล่าวลา ก่อนจะออกรถเพื่อเดินทางกลับ
“ไปไหนมาครับเนี่ย ถึงกับนั่งเฟอรารี่กลับโรงแรมเลย แล้วนั่นใครเหรอครับ” โจซองจูปรี่เข้าถาม
“อา! เชฟอิตาเลียนน่ะครับ”
คิมโฮดงเข้าร่วมวงสนทนาด้วย пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
“นี่รู้จักเชฟอิตาเลียนด้วยเหรอครับ ไปรู้จักมักจี่กันได้ยังไงครับ”
“เขาเคยมาทานข้าวที่ร้านผมหลายครั้งครับ”
ระหว่างที่ทีมท็อปเชฟคุยสัพเพเหระกับกยองฮา นิโคซึ่งกำลังก้มมองคนทั้งหลายผ่านหน้าต่างร้านเรอาเลก็มีทีท่าตกใจ
“อันโตนิโอมาทำอะไรที่นี่…?” เขาพึมพำ
***
หลังกลับเข้าห้องพักเรียบร้อย ชายงเทก็ง่วนคุยโทรศัพท์อยู่กับเพื่อนสนิท
“ฮะฮ่า อาศัยบารมีเฮียกยองฮาหรอกนะฉันถึงได้ไปเหยียบร้านมิชลินสามดาวกับเขาด้วย เป็นภัตตาคารเจ๋งสุด โหดสุดในโรมเลยล่ะ …หือ? จอง? ไม่เห็นต้องจองอะไรเลยนี่ ไปกับคนรู้จักของเฮีย ถึงปุ๊บเขาก็ให้ที่นั่งเลย …ปกติไม่ได้เรอะ? หา? โกหกโกเหิกอะไร เรื่องจริงล้วนๆ”
[เป็นไปไม่ได้อะ ร้านที่ได้มิชลินไม่ได้มีเกร่อขนาดนั้นนะเว้ย แล้วยิ่งมิชลินสามดาวด้วยเนี่ย ดวงดีหน่อยยังต้องรอเดือนกว่า ยังไงก็ต้องจองเท่านั้น คิดว่าเป็นคนรู้จักแล้วเขาจะหยวนรึไง จะอวดอะไรก็ให้มันอยู่บนพื้นฐานความจริงหน่อยเพื่อน หรือวันนี้ว่างงานเลยเหงาปาก? ฮ่าๆๆๆๆ]
หน้าชายงเทเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียว แต่จะทำให้คนฟังเชื่อก็ไม่ใช่ง่ายๆ โถ่ น่าจะถ่ายรูปเก็บไว้ อย่างน้อยจะได้มีหลักฐาน
‘เอาไงดีวะ จะวานเฮียมาคุยกับไอ้บ้านี่ให้หน่อยก็ไม่ได้ซะด้วย’
การกระทบกระเทียบอย่างหมั่นไส้ยังคงดำเนินต่อไป
[ไหนๆ ก็จะโม้แล้วทำไมไม่โม้ชุดใหญ่เลยล่ะว่าไปกินที่ออสเตเรีย ฟรานเชสกานาโรมา ฮึ เขาว่าที่นั่นดังสุดแล้วในอิตาลี ดีสุดในโลกเป็นอันดับสอง]
“ไปร้านมิชลินสามดาวมาก็พอแล้วไหม เหอะ ร้านที่บอกมีอันดับรึเปล่าล่ะ”
[มีดิ ไม่รู้เรอะ? คนที่เป็นหัวหน้าเชฟน่าจะชื่ออันโตนิโอรึไงเนี่ยแหละ ที่ยุโรป แค่อ้างชื่อเขาก็หัวหดกันเป็นแถบแล้ว]
“อัน… อันโตนิโอ? คนนี้แหละที่พาพวกเราไปภัตตาคาร”
[อุ๊บ ฮ่าๆๆๆ อะไรวะเฮ้ย ฉันใกล้จะโมโหแล้ว เลิกล้อเล่นได้ละ แค่นี้นะ ฉันยุ่ง]
“เรื่องจริงโว้ย อันโตนิโอจริงๆ”
[งั้นก็คงเป็นใครสักคนที่ชื่อซ้ำกันล่ะมั้ง ถ้าแกไม่ได้แต่งเรื่องขึ้นมาเองอะนะ]
ปิ๊บ
สายตัดไปทั้งอย่างนั้น ชายงเทเหมือนคนถูกอาวุธหนักโบกเข้าที่หลังศีรษะ
‘เดี๋ยวนะ มันต้องไม่ใช่แบบนี้…’
ชายงเทรีบหยิบมือถือขึ้นมาใหม่อีกครั้ง กำลังจะใช้กูเกิลค้นหาคำว่า เชฟอันโตนิโอ ประจวบเหมาะกับกยองฮาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินออกมาเรียกเขาพอดี
“ยงเท ไปอาบน้ำเร็ว”
“อ้อ… ครับ แต่ว่า เฮียครับ”
“หือ”
“เชฟที่เราเจอวันนี้ ร้านเขาอยู่ที่ไหนนะครับ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
กยองฮารู้เพียงเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของอันโตนิโอเท่านั้น ส่วนอันโตนิโอประจำอยู่ร้านไหน กยองฮาเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกับชายงเทนั่นแหละ
“พอดีผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักข่าว มันบอกว่าร้านออสเตเรียอะไรสักอย่างดังเป็นอันดับที่สองของโลกครับ แล้วหัวหน้าเชฟที่นั่นชื่ออันโตนิโอ ไอ้นักข่าวมันหาว่าแค่คนชื่อซ้ำกันน่ะครับ”
“งั้นก็คงใช่ล่ะมั้ง”
“แต่ถ้า… ถ้าเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่ใช่คนชื่อซ้ำกันเฉยๆ ล่ะครับ”
“งั้นก็ต้องคิดว่า คงใช่ล่ะมั้ง จะให้คิดไงล่ะ”
ช่างเป็นคำตอบที่ไร้อารมณ์ร่วมอะไรเช่นนี้
สำหรับกยองฮา การเช็ดน้ำออกจากผมให้แห้งดูจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าเสียอีก ส่วนชายงเทยังกลับมากูเกิลต่อ แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง
“ฮะ เฮียครับ ใช่เขาจริงๆ ด้วยครับ”
“เหรอ”
“ดะ ดูนี่สิครับ ใช่ไหมครับ”
“เออ ใช่”
“มะ ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอครับ เขาดังมากเลยนะ”
“ปิดไฟกันเถอะ ง่วงอะ”
“อ่า ครับ”
ชายงเทเป็นคนเชื่อฟังอย่างยิ่ง เขาปฏิบัติทุกอย่างโดยไร้ข้อโต้แย้ง
***
การแข่งขันที่จัดขึ้น ณ ภัตตาคารเรอาเลราบรื่นไร้อุปสรรค
เนื่องจากมีล่ามชำนาญการผู้ซึ่งใช้ภาษาอิตาเลียนได้อย่างแคล่วคล่องคอยทำหน้าที่แปลทุกสิ่งทุกอย่างให้
“วันนี้เรามีล่ามภาษาอิตาเลียนมาด้วยครับ สถานีโทรทัศน์เรานับว่าทุ่มทุนสุดตัวกันเลยทีเดียว”
“มีโอกาสได้เข้าถึงภัตตาคารมิชลินสามดาวนี่ก็น่าตกใจไม่เช่นเล่นนะครับ ว่าไหม”
อันจองฮุนและโจซองจูรับส่งคำถามคำตอบกันอย่างเข้าขา
“ครับ คิวจองคงล้นหลามไม่น้อยและเชฟน่าจะยุ่งสุดๆ ทีเดียว ไม่ทราบว่ามีเหตุผลพิเศษอะไรที่ตอบรับคำเชิญหรือเปล่าครับ” คำถามนี้ส่งไปยังนิโค หัวหน้าเชฟประจำเรอาเล
ล่ามแปลคำถามให้นิโคฟัง นิโคก็ตอบกลับด้วยสีหน้าเจือแววขี้เล่น
“ระยะหลังมีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีมาเยือนเรสเตอรองของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหมล่ะครับ ผมก็เลยถูกเกลี้ยกล่อมว่า ยิ่งชาวเกาหลีรู้จักหน้าค่าตาผมเยอะขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นเรื่องดี แถมวันหยุดยังได้ค่าตัวที่มาออกรายการอีก เรื่องอะไรจะไม่ตอบรับล่ะครับ ผมนี่ยิ่งกว่ายินดี”
ทว่า แท้จริงแล้ว นั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด
ทำงานงกๆ ทุกวัน พนักงานภัตตาคารทุกคนควรได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างไม่ใช่หรือ
“ฮ่าๆๆๆๆ”
โจซองจูมองข้ามเสียงหัวเราะ ทำหน้าที่พิธีกร ถามคำถามต่อไป
“ไม่ทราบว่าเคยดูรายการของเราหรือยังครับ”
“เคยสิครับ”
“ถ้างั้นประทับใจเชฟคนไหนมากที่สุดครับ”
คำถามนี้ทำให้นิโคเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า ชี้ไปทางกยองฮา
“ผมสนใจเชฟท่านนั้นมากๆ เลยครับ”
ชเวฮยองซอกท้าทายอย่างกล้าหาญ
“ช่วยถามให้หน่อยสิครับว่า อยากดวลกับผมไหม”
“ตั้งใจจะเทหมดหน้าตักหรือไงครับ”
เชฟจองโอยองถามเช่นนั้น ทำเอาชเวฮยองซอกหัวเราะเฝื่อน
“หมายความว่ายังไงครับ มีข้อยืนยันตรงไหนว่าผมจะเป็นฝ่ายแพ้”
เชฟอียองบกเองก็หัวเราะ
ครั้นนิโคฟังสิ่งที่ล่ามแปลให้ฟังแล้ว เขาก็ยังคงเพ่งเล็งหมายตากยองฮาอยู่เช่นเดิม
“ผมต้องได้ดวลกับเขาเท่านั้นครับ ไม่งั้นไม่ให้ถ่ายรายการนะ”
จู่ๆ คนก็กล่าวหยอกขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย รอบด้านจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โจซองจูรีบเข้าคุมสถานการณ์
“งั้นผมรับทราบไว้เลยนะครับว่า ไม่ว่ายังไงเชฟก็จะดวลกับคุณกยองฮาให้ได้”
ทั้งนี้ นิโคไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะล้มได้ง่ายๆ เหมือนหมูน้อยในอวยโดยเด็ดขาด
ช่วงจังหวะที่ทีมเกาหลีปรึกษากันหลังเดินสำรวจครัวเรียบร้อย นิโคก็ลอบสอดแนมตำแหน่งที่กยองฮาจะลงแข่ง
‘ของหวานรึ…’
ไม่ว่าใคร หากตั้งใจเงี่ยหูฟังมากสักหน่อยก็คงรับรู้ได้ไม่ยากเย็น เพราะทีมเกาหลีปรึกษากันอย่างตื่นเต้นไม่เก็บอาการและไม่เก็บเสียงเลยแม้แต่น้อย