ความอยากปะทุหลั่งไหลออกมาภายในเสี้ยววินาที ข้าวห่อสาหร่ายมอบความสุขลิ้นให้เขาจนแทบคลั่ง
‘อร่อย อร่อยมากๆ เลย!’
สติสัมปชัญญะถูกรสชาติบุกเข้ายึดครองเรียบร้อย คิมดงฮุนลืมกระทั่งวิธีการใช้สิ่งที่เรียกว่าส้อม ย้อนตัวเองกลับสู่ยุคดึกดำบรรพ์โดยใช้มือหยิบข้าวขึ้นมาแทน
คิมดงฮุนใช้ชีวิตร่วมกับอกไก่มานานถึงสิบปีเต็ม
ราวกับจะถอนทุนคืนจากเวลาที่เสียไป เขาหยิบข้าวห่อสาหร่ายส่งเข้าปากเร็วจนน่ากลัว ปริมาณข้าวห่อสาหร่ายลดลงฮวบฮาบ ทำเอาชายงเทรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ในใจลึกๆ
‘ไหนว่าจะกินคำเดียว หรือจะอะไรสักอย่างไม่ใช่เหรอ’
***
ย่านฮันนัมดง
การกวดขันรักษาความปลอดภัยของบ้านของท่านประธานกรรมการบริหารกูบนมันเข้มงวดกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องด้วยกูซุนฮยอง บิดาบังเกิดเกล้าผู้กุมตำแหน่งท่านประธานใหญ่แห่งเครือ SG กรุ๊ปแวะมาเยี่ยมเยียนในวันนี้
“คุณปู่”
ร่างของหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนวิ่งเข้าหาอ้อมกอดอย่างสุดพลัง เรียกรอยยิ้มอบอุ่นอารีย์มาแต่งแต้มบนใบหน้า
“สบายดีไหม หืม”
“ค่ะ! คุณปู่ล่ะคะ”
“โฮ่ๆ ปู่ก็มีแต่งานกับงาน ยุ่งเหมือนเดิมน่ะสิ ไม่รู้ดีหรือไม่ดีนะ”
เป็นเช่นนั้นจริง
ปัจจุบัน การต้องคอยดูแลบริษัทเครือต่างๆ ในกรุ๊ปทำให้กูซุนฮยองยุ่งชนิดที่แยกร่างเป็นสองร่างก็ยังไม่พอใช้งาน และหากสะเพร่าในระบบการจัดการแม้แต่นิดเดียว ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เขาจึงยิ่งต้องเอาใจใส่มากขึ้น หย่อนยานไม่ได้ งานทุกอย่างมัดรวมกันเป็นเหตุผลหนึ่งที่กว่าจะได้เห็นหน้าลูกหลานสักครั้งนั้นยากเย็นยิ่ง
“ได้ยินว่าฮเยจีของปู่ทำอาหารอร่อยมากเหรอ”
“อืม หนูของอร่อยได้นิดๆ หน่อยๆ ค่ะ คุณปู่อยากทานอะไรคะ”
“หนูทำอะไรมาให้ ปู่หนูก็กินอร่อยทุกอย่างนั่นล่ะ”
“งั้นรอสักครู่นะคะ”
ฮเยจีตรงดิ่งไปที่ครัว
ประธานใหญ่กูซุนฮยองมองหลานสาวที่ไม่ได้พบกันนาน รู้สึกได้ถึงความกระตือรือร้นและพลังชีวิตที่มากมายกว่าแต่ก่อนนัก เหมือนลูกสุนัขน้อยน่ารักแสนซนไม่มีผิด
“ฮเยจีแข็งแรงขึ้นเยอะเลยนะ”
“ครับ”
ท่านประธานใหญ่อมยิ้ม ถามลูกชายคนโต
“ตกลงวางแผนอนาคตให้ยัยหนูไว้ยังไง”
“ยังไม่มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลยครับ…”
“ยัยหนูชอบอะไร อยากทำอะไรก็ปล่อยให้แกทำเถอะ”
ฮเยจีไม่เหมือนหลานสาวหลายชายคนอื่นๆ เนื่องจากฝากความหวังอะไรไม่ได้มากนัก
เขาเคยแม้กระทั่งได้รับแจ้งให้ทำใจรอฟังข่าวร้ายที่สุดมาแล้ว ตอนนี้แค่ได้เห็นเธอแข็งแรงขึ้นแบบที่เป็นอยู่ ก็น่ายินดีและน่าขอบคุณจนไม่รู้จะเอ่ยเป็นคำพูดอย่างไรหมด
“ถึงอย่างนั้น เรื่องโรงเรียน…”
ลูกชายคนโตยังพูดไม่จบ ท่านประธานใหญ่ก็ระเบิดหัวเราะ ใช้คำพูดง่ายๆ กระทบกระเทียบกูบนมัน
“ไล่ตามความอยากไปเรื่อยๆ มันไม่มีที่สิ้นสุดหรอกนะ”
“ผมว่า ที่พ่อพูดก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ฮเยจี…”
“คือทุกอย่างในชีวิตพวกแกใช่ไหม”
กูบนมันพยักหน้า
“…ครับ”
“อายุก็ไม่ใช่ว่าจะมากมาย ต่อไปถึงจะแก่ตัวแล้วก็หาผู้บริหารมือดีสักคนมาดูแลบริษัทแทนก็ได้ไม่ใช่รึ”
“ผมสองคนวางแผนคิดเรื่องนั้นไว้แล้วครับ ที่กังวลเป็นเรื่องการศึกษามากกว่าครับ”
โลกสมัยนี้เพ่งเล็งเรื่องการศึกษามาก เป็นสังคมที่ถามไถ่กันปกติว่าคุณมีการศึกษาระดับไหน
ทายาทบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เรียนไม่จบหรือไม่อาจสำเร็จการศึกษาอย่างสมบูรณ์มีแต่จะถูกผู้คนชี้นิ้วใส่ เรื่องนี้เองที่กูบนมันเป็นห่วงอยู่ลึกๆ ในใจ ทว่า ท่านประธานใหญ่ไม่แม้แต่จะเห็นด้วย
“ระดับการศึกษามันสำคัญตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…” เขาไม่พอใจ
สิ่งสำคัญคือ การที่ฮเยจีสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงมีความสุขเช่นที่เป็นต่างหาก
ในมุมมองของท่านประธานใหญ่ การปล่อยให้ฮเยจีได้มีชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการเป็นเรื่องที่ควรทำ เขาถึงได้เปิดประเด็นขึ้นมา ซึ่งก็ทำให้ความคิดในสมองกูบนมันตีกันวุ่นวาย เพราะหากเป็นไปตามที่บิดาสั่ง หมายความว่าฮเยจีจะไม่มีโอกาสเรียนจบกระทั่งชั้นมัธยมปลาย กูบนมันจะทำเป็นมองข้ามไม่สนใจสายตาพี่น้องและญาติๆ ก็คงไม่ได้
“ผมสองคนไม่มีอะไรที่ต้องการไปมากกว่านี้แล้วครับ ขอแค่มีโอกาสได้เข้าเรียนมหา’ ลัยก็พอ แค่มหา’ ลัยธรรมดาๆ นี่แหละครับ” ในฐานะพ่อแม่ นี่คือความคาดหวังที่มักน้อยที่สุดแล้ว
อีกอย่าง เขาให้สัญญากับฮเยจีไว้แล้วตั้งแต่ในอดีต
ยังไม่ทันได้ตัดสินใจฟันธงอะไร อาหารก็ถูกนำมาจัดวางเรียบร้อย
“ทานเลยค่ะ”
บนโต๊ะเรียงรายไปด้วยอาหารนานาชนิด มีทั้งเครื่องเคียงพวกผักกับแอนโชวีผัดซอส ทั้งหมูสามชั้นผัดซอสกับบุลโกกิ แถมมีแกงชนิดต่างๆ อีก…
“ต้มแกงอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้”
“ลองชิมดูก่อนสิคะ”
มื้ออาหารเริ่มต้นพร้อมความสงสัย
ตะเกียบของท่านประธานใหญ่ขยับไปทางโน้นทีทางนี้ทีอย่างขยันขันแข็ง
‘นี่อร่อย ไอ้นี่ก็อร่อยเหมือนกัน…’
เครื่องเคียงนั้นอร่อยแน่นอนอยู่แล้ว แต่พวกเนื้อผัดซอสกับแกงนี่สิ รสชาติเยี่ยมเสียจนไม่รู้จะเอาอะไรมาติ ท่านประธานใหญ่อดชื่นชมไม่ได้จริงๆ
“ไหน จานไหนบ้างที่ฮเยจีของปู่เป็นคนทำ”
“ฮเยจีทำเองทั้งหมดนี้เลยครับ”
“ฮเยจีทำเองทั้งหมดเลยเหรอ”
“ครับพ่อ”
เมนูต่างๆ ที่ฮเยจีปรุงออกมาตอนนี้เป็นอาหารเลเวล 3
ความตระหนกของท่านประธานใหญ่ยังไม่จางไปง่ายๆ เขาคิดไปถึงอาหารในโรงแรม หากฝีมือทำอาหารระดับนี้ เหลือแค่เพลทติ้งจัดจานสวยๆ ก็เอาออกไปเสิร์ฟได้แบบไม่ต้องอายใครเลยทีเดียว
“ฮเยจี หนูเรียนทำอาหารมาจากไหนเหรอ”
ฮเยจีตอบทันทีไม่มีลังเล
“เรียนจากเถ้าแก่ค่ะ” น้ำเสียงเปี่ยมความภาคภูมิใจ
***
ภายในรถยนต์ที่เตรียมแล่นออกจากบ้าน ท่านประธานใหญ่กูซุนฮยองลดกระจกลง เอ่ยกับลูกชายคนโต
“ถ้าเป็นกัลยาณมิตรที่ดีล่ะก็ รักษาไว้ให้นานๆ ล่ะ”
“จะระลึกให้ขึ้นใจเลยครับ”
ทั้งคู่พูดถึงกยองฮาผู้เป็นเถ้าแก่ร้านอาหารตามสั่งซึ่งฮเยจีทำงานอยู่ และเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้ามาช่วยธุรกิจข้าวกล่องนั่นเอง
ท่านประธานใหญ่อำลาหลานสาวและลูกชาย ก่อนจมลงสู่ความคิดตัวเองขณะนั่งรถจากมา
‘จะให้อะไรยัยหนูฮเยจีดีนะ’
ในสังคมทุกวันนี้ คนที่อาศัยแค่การทำอาหารก้าวสู่วงการเชฟจนได้ดิบได้ดีมีให้เห็นนับไม่ถ้วน แต่ตอนนี้เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญหลานสาว
‘ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ใช้เวลาค่อยๆ คิดสักหน่อยแล้วกัน’
มุมปากเขาเอาแต่จะโค้งขึ้นอยู่นั่นแล้ว เป็นใครก็คงต้องยิ้มเช่นนี้แหละ หลานๆ ทำอาหารตั้งโต๊ะให้เขากินบ่อยๆ เสียเมื่อไหร่ เรียกว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลยจะดีกว่า
ฉะนั้น อาหารที่หลานสาวปรุงให้ด้วยใจในวันนี้จึงยิ่งมีค่ามากเหลือเกิน
เขาเอี้ยวหันหลังไปทั้งตัวเพื่อจะมองบ้านของลูกชายคนโตเต็มๆ ตา
‘นั่นก็เรื่องหนึ่ง ว่าแต่รสชาติแกงทำไมถึงลืมไม่ลงขนาดนี้… ต้องหาเวลามาใหม่เร็วๆ นี้แล้วสิ’
***
คิมดงฮุนยืนมองตัวเองในกระจกจากระยะไกล
หน้าท้องที่เคยวาดเป็นเส้นสายชัดเจน บัดนี้กลายสภาพคล้ายลูกอ๊อดตัวกลม
“ปั้นหุ่นให้คุณเขา แต่ตัวเราดันกลายเป็นแบบนี้เนี่ยนะ…”
ค่าตอบแทนของการละเมิดกฎที่ตั้งมาสิบปีด้วยการตบะแตกเขมือบข้าวห่อสาหร่ายนั้นแพงลิ่วอย่างน่าสยดสยอง
ใครบางคนมองฉากตรงหน้าก่อนจะส่งเสียงหัวเราะขมฝืด
“เป็นไงมาไงล่ะน่ะ กลายเป็นเสี่ยเลี้ยงพุงโดยสมบูรณ์ไปซะแล้ว”
ภาพสะท้อนจากกระจกบอกให้รู้ว่าคนทักเป็นคนที่เขาสนิทสนมคุ้นเคยเป็นอย่างดีโuเวลกูดoทคoม
“พี่อาร์โนลด์!”
คนในกระจกทำหน้าระอา
“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เรียก พี่อาร์โนลด์ พี่”
เขาคือฮยองกิลซอง เจ้าของส่วนสูงร้อยแปดสิบเจ็ดซม. และกล้ามอันโอฬาร
นับเป็นสปอร์ตเทรนเนอร์ความสามารถสูงคนหนึ่ง
“โถ่พี่ ใช่ว่าพี่นามสกุลพี่[1]แล้วจะให้ผมเรียกพี่ว่า พี่พี่ ยิ่งตลกไปใหญ่นะครับ”
ฮยองกิลซองเองก็ไม่คิดจะเคร่งครัดอะไรมากอยู่แล้ว
“เออ จะบอกได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น”
“เฮ้อออ พี่รู้จักราชาอาหารตามสั่งใช่ไหมครับ”
“อือ รู้สิ เขาดังจะตาย”
“เขามาเข้าเทรนกับผมครับ แต่ข้าวห่อสาหร่ายของเขาอร่อยมาก…”
ฮยองกิลซองหัวเราะ ด้วยเดาสิ่งที่คิมดงฮุนจะเล่าได้ชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว
“เพราะงี้เลยพังตารางอาหารตัวเอง แล้วกินตามใจปาก?”
“ก็ใช่น่ะสิครับ แต่ลองพี่ได้ชิมแล้วก็ต้องอดใจไม่ได้เหมือนผมนั่นแหละ เขาทำข้าวห่อสาหร่ายอร่อยขนาดไหนรู้ไหมครับ ผมยิ่งกินยิ่งทนไม่ได้ ไปหาถึงร้านมาแล้ว จากนี้ต้องเลิกให้ได้ด้วยสิ เฮ้อออ”
“น้ำหนักฉันไม่ขึ้นเหมือนอย่างแกหรอก”
คำพูดขวานผ่านซากนี้ทำให้คิมดงฮุนชักจะอารมณ์ขุ่น
“ไม่มีทาง กินแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นแล้วพี่จะควบคุมตัวเองไม่ได้อีกเลย ผมกล้าท้า”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าฉันกินน้อยกว่าแกซะหน่อย”
“กินเท่ากันแต่น้ำหนักไม่ขึ้นงั้นเหรอครับ เป็นไปไม่ได้”
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ฉันกินทุกอย่างไม่เลือกเลย เอาแค่เมื่อวานนะ ฉันซัดไก่ทอด บะหมี่ กับซี่โครงย่างไป วันก่อนยังกินพิซซ่าด้วยซ้ำ”
คิมดงฮุนข้องใจ
‘ไม่กินตามตารางแต่ยังรักษารูปร่างไว้ได้เรอะ แถมยังกินไอ้พวกตัวดีที่ทำให้ไขมันกับน้ำหนักขึ้นด้วยเนี่ยนะ’
ฮยองกิลซองเล่าต่อ
“คำตอบสุดท้ายคือ การกินแบบจำกัดช่วงเวลา[2]”
“เคยได้ยินเหมือนกัน แต่จะได้ผลจริงเหรอครับ”
“แน่นอน ในแปดชั่วโมงน่ะกินไปเลยไม่ต้องจำกัดปริมาณ กินตุนเอาไว้ให้พอ แล้ววันนั้นก็ไม่ต้องกินอีก ไง ง่ายๆ ใช่ไหม”
ฮยองกิลซองทำให้มันเป็นจริงได้ ง่ายๆ เช่นนี้เอง
ตั้งแต่เริ่มการกินแบบจำกัดช่วงเวลา เขาก็สร้างกล้ามเนื้อได้มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
นี่เป็นเรื่องที่คิมดงฮุนยังไม่เคยสัมผัสหรือลองด้วยตัวเอง เห็นหน้าคิมดงฮุนบอกอาการสองจิตสองใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ฮยองกิลซองจึงต้องการพิสูจน์ว่าตนไม่ได้โม้
“เชื่อยากนัก ฉันโชว์ให้ดูก็แล้วกัน” เขาเอ่ยอย่างมั่นใจเป็นที่สุด
***
เรื่องที่หาดูได้ยากกำลังเกิดขึ้น ณ ฮันอุลสาขารอง
บนโต๊ะเรียงรายเต็มไปด้วยอาหาร
หากไม่นับข้าวห่อสาหร่ายที่ซ้อนทับกันจนนูนเป็นภูเขา ปริมาณอาหารนั้นกินได้ถึงหกคน
ทว่า ที่นั่งกินอยู่กลับมีแค่สองคน
“โอ้โห เพราะตัวใหญ่ ปริมาณที่ทานก็เลยยิ่งใหญ่ไปด้วยสินะ”
“แปลว่า หนึ่งคนทานในปริมาณของสามคนเหรอนั่น”
แต่กยองฮาคิดคนละเรื่องกับที่พนักงานห้องอาหารกำลังคุยกัน
‘มีออเดอร์มาก็ต้องทำแหละนะ แต่จะไหวเหรอ’ เขาสังเกตคนทั้งคู่อย่างเป็นกังวล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเทรนเนอร์ของเขานั่นเอง
คิมดงฮุนกำลังตื่นเต้นอย่างหนัก
“โห เคยได้ยินแต่ข่าวลือ มาเองถึงได้รู้ว่าที่นี่สวรรค์ชัดๆ เฮ้ย ดงฮุน อย่าเอาแต่โซ้ยข้าวห่อสาหร่ายสิ ลองกินอย่างอื่นบ้าง ราบกกีกับแกงเต้าเจี้ยวนี่อร่อยถึงตาย บอกเลย หมูสามชั้นผัดซอสก็ด้วย… ไม่มีอะไรไม่อร่อย”
ฮยองกิลซองเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปากกว่าจะพูดออกมาได้
“พี่ มันได้ผลจริงๆ ใช่ไหม ผมเชื่อพี่คนเดียวหรอกนะถึงได้ตามมา” คิมดงฮุนเครียด
“บอกว่าได้ก็ได้สิไอ้นี่ ใครมันจะล้อเล่นตลอดเวลา”
ครั้นตัดสัมพันธ์กับอกไก่ได้สำเร็จ คิมดงฮุนจึงเริ่มกินอย่างเต็มที่
นี่มันฟู้ดไฟท์เตอร์ชัดๆ
ทั้งที่ง่วนกับการทำงานอยู่ แต่แม่ของด็อกโฮและฮเยจีถึงกับหยุดมือเพื่อหันไปมองเลยทีเดียว
“ทานกันอร่อยดูมีความสุขมากเลยเนอะ”
สีหน้าฮยองกิลซองกับคิมดงฮุนอาบไปด้วยความปิติเปรมปรีดิ์
“ที่นี่สุดยอดของจริงเว้ย ดงฮุน ต่อไปนี้แกมากับฉันทุกวันเลยแล้วกัน”
***
การถ่ายทำโฆษณาเป็นไปอย่างราบรื่น ลุล่วงอย่างสวยงาม
ตัวเลขที่ประทับอยู่ในสมุดบัญชีคือมากกว่าเจ็ดร้อยเจ็ดสิบล้านวอน
กยองฮาและบริษัทต้นสังกัดแบ่งสรรปันส่วนรายรับกันที่ 7 : 3 ทั้งนี้ โดยปกติสังกัดทั่วๆ ไปจะตกลงกับนักร้องหรือนักแสดงไว้ที่ 4 : 6 ไม่ก็ 3 : 7 ซึ่งดูท่ากรณีของกยองฮาจะกลับกันกับชาวบ้านเขา กล่าวว่าที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะกยองฮาเรียกร้อง แต่เพราะบริษัทอยากให้เองก็คงไม่ผิด ด้วยปัจจุบันมีบริษัทคู่แข่งชื่อดังอีกมากมายที่จ้องจะจับกยองฮาเข้าสังกัดตนอยู่ตาเป็นมัน อีกทั้งกยองฮาเห็นว่าต่อให้ไม่มีสังกัดเขาก็ยังทำโน่นทำนี่ได้ตามปกติ สถานีโทรทัศน์ขี้คร้านจะยื่นมือเข้ามาจัดการให้เองไม่จำเป็นต้องง้อใคร และไม่ต้องให้สังกัดช่วยหางานให้แม้แต่น้อย
สรุปคือ ตอนนี้สังกัดจึงต้องเปลี่ยนมาทำสัญญากับกยองฮาในฐานะที่เขาเป็นดาวเด่นระดับท็อปในวงการ
“ซื้อตั้งเยอะ เงินไม่ลดลงเลยแฮะ”
กยองฮาเพิ่งช้อปปิ้งขนานใหญ่ไปจากที่ลังเลมาตลอด
เขาซื้อเตียงใหม่ โต๊ะหนังสือกับเก้าอี้ใหม่ คอมพิวเตอร์กับจอใหม่ กระทั่งโซฟาชุดใหม่ก็สั่งด้วย
“มีอะไรต้องซื้ออีกไหมหว่า เออ กระจกใหญ่ๆ ส่องได้ทั้งตัวไง เอาสักบานหนึ่ง”
ในบ้านไม่มีกระจกที่พอดูได้เลยแม้แต่บานเดียว
เขาพยายามเค้นสมองต่อ ดูว่ายังต้องการอะไรเพิ่มอีกไหมแต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
“เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน สุรุ่ยสุร่ายซะสบายใจเลยเรา”
มีแต่คนที่เคยใช้เงินนั่นแหละถึงจะใช้เงินเก่ง เดิมทีกยองฮาไม่ใช่คนอยากได้โน่นได้นี่มากมายอยู่แล้ว งานก็หนักทุกวันจนไม่มีโอกาสให้ใช้เงิน
จุดนี้เขารู้สึกว่า เลือกทำสัญญากับสังกัดปัจจุบันถือว่าคิดถูกจริงๆ เนื่องด้วยภาระยิบย่อยจำพวกการเดินทาง ทำผม บำรุงหน้า ตลอดจนแจ้งเสียภาษีนั้น ยามไร้สังกัดเขาต้องทำเองทั้งหมด ยิ่งความยุ่งยากทั้งหลายมีชายงเทเข้ามาช่วยแบ่งเบาเช่นนี้ด้วยแล้ว กยองฮายิ่งรู้สึกขอบคุณเขามากกว่าเดิม
ไหนๆ ก็ไหนๆ กยองฮาลองยกโทรศัพท์กดหาชายงเท
“นี่ ยงเท”
[ครับเฮีย]
“มีอะไรที่อยากได้จากฉันไหม”
[จากเฮียเหรอครับ อืม… อาหารฝีมือเฮียที่เฮียทำเองครับ คิดดีๆ แล้วนอกจากเรื่องนี้ก็ไม่มีอย่างอื่นแล้วล่ะ ฮ่าๆๆ อ้อ! ตอนนี้ผมอยู่ที่บริษัทน่ะครับ อีกเดี๋ยวผมโทรฯ กลับไปนะครับ]
“จืดชืดจริงๆ โอเคๆ”
จบการคุยโทรศัพท์อย่างรวบรัด กยองฮาก็ปิดคอมพิวเตอร์ ก่อนลงไปนอนกลิ้งบนเตียง
“มีเงินมากขึ้น ความกังวลก็มากขึ้นเหมือนกันแฮะ ไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร…”
***
หน้ากระจกบานใหญ่สำหรับส่องตัว มีชายหนุ่มยืนเปลือยท่อนบนอยู่สองคน
“ก็บอกแล้วไงว่าได้ผล” ฮยองกิลซองกล่าว
คิมดงฮุนซาบซึ้ง
“โห ได้ผลจริงๆ ด้วย ผมแทบจะร้องไห้เลยล่ะครับตอนนี้”
พุงที่โย้ออกมาเหมือนท้องลูกอ๊อดยุบเข้าไป เปลี่ยนกลับมาเป็นหน้าท้องแบนราบและกล้ามเนื้อดังเดิม
เวลาในอดีตทั้งหมดคิมดงฮุนทุ่มเทเพื่อการปั้นหุ่นจึงทำให้ต้องทิ้งความสุขในการกินไป นึกดูแล้วช่างน่าเสียดายอะไรอย่างนี้ ก่อนหน้านี้ไม่นาน คิมดงฮุนยังฝังใจแบบคนส่วนใหญ่อยู่เลยว่า ‘อกไก่คือที่สุด’ โดยไม่ได้ทดลองวิธีอื่นๆ เลย
สิบปีเชียวนะที่เขาต้องกล้ำกลืนกินอกไก่อย่างเดียว และความรู้สึกนั้นใช่ว่าฮยองกิลซองจะไม่เข้าใจ
“แค่มีระเบียบให้มากหน่อยก็พอ อดสิบหกชั่วโมง กินแปดชั่วโมง”
“ครับ จะจำให้แม่นๆ เลย”
ฮยองกิลซองยิ้มกว้าง ทางหนึ่งก็แอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก
‘ยังไงก็นับว่าโชคดีที่ร้านตามสั่งนั่นไม่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง…’
การบังคับจิตใจเลยเป็นไปได้อย่างง่ายดาย
…………………………..
[1] พี่ เป็นคำเรียกขานพี่ชาย (ผู้ชายเรียกผู้ชายที่แก่กว่า) ในภาษาเกาหลีคือ ฮยอง ตัวละครที่ชื่อ ฮยองกิลซองใช้แซ่ฮยอง (ซึ่งพ้องทั้งรูปและเสียง) ต้นฉบับเล่นคำโดยตัวละครต้องการให้เรียกว่า อาร์โนลด์ ฮยอง ฮยอง = พี่อาร์โนลด์ ฮยอง (พี่) นั่นเอง
[2] การกินแบบจำกัดช่วงเวลา หรือ Intermittent Fasting (IF) คือ การแบ่งเวลาการกินออกเป็นสองช่วง ได้แก่ ช่วงอด (fasting) และช่วงกิน (feeding) โดยจำกัดระยะเวลาเช่น อดสิบหกชั่วโมง กินแปดชั่วโมง เป็นต้น