ดวงอาทิตย์ลอยสูงกลางฟ้า
กยองฮาลืมตาจ้องนาฬิกาบนผนังก่อนจะตกใจแทบเป็นลม
“อะไรเนี่ย เลยสิบเอ็ดโมงแล้วเรอะ”
เขาลองเช็คดู บางทีนาฬิกาอาจจะเสียก็ได้
แต่ราวกับอยากอวดหนักหนาว่ามันสบายดีสุดๆ เข็มวินาทีกระดิกตัวต่อเนื่องแข็งขัน สายโทรฯ เข้าไม่ได้รับเกินสิบสาย
มยองฮุน
ร้าน
ร้าน
ร้าน
เถ้าแก่อัน
ซุนกุก
ซองช่อล
.
.
.
เกิดกลียุคอะไรขึ้นกันแน่
จนถึงตอนนี้ กยองฮาไม่เคยเข้าร้านสายเลยสักครั้ง คงเพราะรู้เช่นนี้ ทุกคนจึงรู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด
‘อา… เมื่อวานไม่น่าแตะไวน์เลยจริงๆ ให้ตายเหอะ’
กยองฮาจัดการล้างหน้าล้างตาแบบลวกๆ ก่อนจะรีบรุดออกจากบ้านทันที เขาขับรถมาถึงร้านตอนสิบเอ็ดโมงสิบห้านาที
แย่แล้ว เวลานี้ร้านกำลังยุ่งได้ที่เลยนี่นา
ครั้นกยองฮาก้าวเข้าไปยืนด้านใน ซองช่อลก็ส่งเสียงเรียกแหลมเสียดหูขึ้นมาคนแรก
“เถ้าแก่!”
ทันใดนั้น พนักงานในห้องอาหารและลูกค้าทั้งหมดก็หันมามองพร้อมกันเป็นตาเดียว กระทั่งพนักงานในครัวยังยื่นหัวมองลอดเคาน์เตอร์มาที่กยองฮา ระหว่างที่กยองฮากำลังซึมซับประสบการณ์ลองเป็นลิงในสวนสัตว์ ซองช่อลก็ตะโกนดังเท่าเดิมด้วยความสงสัยหนัก
“ทำไมมาสายขนาดนี้ล่ะครับ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ เถ้าแก่ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย…”
กะให้โลกรู้กันถ้วนทั่วเลยหรืออย่างไร กยองฮาไม่ฟังต่อ ลุกลี้ลุกลนเอามืออุดปากซองช่อล
“ตื่นสายไปหน่อยน่ะ อย่าเสียงดังสิไอ้นี่”
เมื่อกยองฮาปรากฏตัว ลูกค้าทุกคนก็ทำหน้าเสียดาย บางคนถึงกับโวยวายใส่เพื่อนที่มาด้วยกัน
“เห็นไหม บอกแล้วว่ารออีกนิดค่อยสั่ง ไม่เชื่อ”
“ฉันจะรู้ไหมล่ะว่าเถ้าแก่จะมาตอนนี้อ่ะ”
ช่วยไม่ได้จริงๆ คนเหล่านี้คือลูกค้าที่ได้อาหารเลเวล 3 ไปรับประทานนั่นเอง
กยองฮาแสดงสีหน้ารู้สึกผิด ก่อนเดินเข้าไปหาซุนกุกซึ่งเป็นผู้จัดการสาขา
“ลูกค้าบ่นมากไหม”
“ก็มีบ้างครับ แต่พอเอาขึ้นโฮมเพจตามที่พี่บอกตั้งแต่คราวโน้น แจ้งออนไลน์ว่าเถ้าแก่ไม่อยู่ก็บ่นกันน้อยลงครับ นี่จะดีมากถ้าบอกกันก่อนว่าจะสายน่ะครับ รู้ไหมผมไปตามพี่ถึงบ้าน ไม่ได้ยินเสียงกริ่งเลยเหรอครับ”
“อือ ‘โทษทีนะ เมื่อคืนกว่าจะหลับได้ก็ดึกมากแล้ว”
น่าจะโต้รุ่งมันให้รู้แล้วรู้รอด แต่มาเสียใจตอนนี้ก็สายเกิน กยองฮาเดินเข้าไปประจำที่ในครัว
“มาแล้วเหรอคะ คุณพระคุณเจ้า เราเป็นห่วงกันแทบแย่ กลัวเถ้าแก่จะเป็นลมเป็นแล้งไม่สบายหนัก…”
“ขอโทษด้วยครับที่ทำให้เป็นห่วง”
แม่ของด็อกโฮถาม กยองฮาตอบ
“เรียบร้อยดีใช่ไหม” เขาหันไปถามฮเยจี
“ค่า!” ฮเยจีตอบอย่างสดใสร่าเริงจนแม่ของด็อกโฮหัวเราะ
“อย่าให้เม้าเลยค่ะ หนูฮเยจีน่ะ ก่อนเถ้าแก่จะมานี่ห่อเหี่ยวอย่างกับอะไร เรียกหาทีก็ตอบเสียงยานคางที สองสามนาทีผ่านไปก็มาถามเรื่อยว่าเกิดเรื่องอะไรกับเถ้าแก่หรือเปล่า…”
“ขนาดนั้นเลย?”
“ค่ะ”
กล่าวเช่นนี้ถือว่าไม่เกินไปแต่อย่างใด
สำหรับฮเยจี กยองฮาเปรียบเหมือนเสาค้ำจุนทางจิตใจ ให้ความรู้สึกเดียวกับอาจารย์ที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ทว่า กยองฮาไม่มีเวลาพอจะยิ้มตอบใบหน้าอันชวนให้โลกสว่างไสวของฮเยจี เขาจำเป็นต้องถามเรื่องสำคัญเสียก่อน
“มยองฮุน เครื่องเคียงล่ะ”
“ผมจัดการแล้วครับ”
“ไม่มีปัญหาใช่ไหม”
“นอกจากใช้เวลามากกว่าเดิมนิดหน่อย อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรครับ…”
กยองฮาคลายกังวล ผ่อนลมหายใจออกมาได้ในที่สุด
“แล้วไปยังไง นั่งแท็กซี่เหรอ”
ถ้านั่งแท็กซี่ เขาก็จะจัดการชดเชยค่าเดินทางให้
“ผมขับรถไปเองครับ” มยองฮุนตอบสบายๆ ไม่เห็นเป็นสำคัญ
ช่วงหนึ่งมยองฮุนเองก็เป็นเถ้าแก่ของร้านเหมือนกัน แน่นอนว่าย่อมต้องมีรถสำหรับขับไปไหนมาไหน แต่ระยะหลังนี้กยองฮาอยากช่วยกันประหยัดค่าน้ำมัน จึงได้ชวนมยองฮุนมาเป็นผู้โดยสาร ใช้รถคันเดียวจบ
“เหนื่อยหน่อยนะ”
“เหนื่อยอะไรกันครับ เฮียไม่อยู่ ผมต้องรับผิดชอบแทนอยู่แล้วครับ”
***
เวลาเดียวกับที่กยองฮาเริ่มเข้าครัว
หัวหน้าเชฟเรียวกะแห่งภัตตาคารโทริเด็น ยาคุอินก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย สีหน้าเขาฉาบทับด้วยความเศร้าหมอง
ที่เรียวกะมาเยือนเกาหลี เป็นเพราะได้รับคำเชิญจากโรงแรมราเวียนน์ก็จริง ทว่า เป้าหมายแอบแฝงย่อมหนีไม่พ้นเชฟอาหารเกาหลี! เจ้าหนุ่มที่ประเคนความอัปยศอดสูให้เขาต่อหน้าบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายคนนั้น!
แน่นอนว่าเขาสืบค้นข้อมูลมาแล้ว ซึ่งก็ได้พบความจริงว่า เชฟนั่นประจำอยู่ที่ร้านชื่อฮันอุลสาขารอง
‘ถ้าไม่ได้ชิมด้วยลิ้นตัวเองล่ะก็ ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด’
ข้างกายเรียวกะมีล่ามหนึ่งคน
“จะไปโรงแรมเลยหรือเปล่าครับ”
“ไม่มีทาง!”
“งั้นให้พาไปที่ไหนดีครับ”
“ร้านตามสั่งฮันอุล สาขารอง”
ทั้งคู่สนทนาโต้ตอบกันเป็นภาษาญี่ปุ่น ผู้คนที่ผ่านไปมาฟังออกเพียงคำว่า ‘โฮเทล’ หรือโรงแรม กับคำว่า ‘ฮันอุล’เท่านั้น
“อยู่ตรงไหนครับ”
“นั่นเป็นเรื่องที่คุณต้องหาคำตอบนะ”
นั่นก็จริง แต่ฮันอุลสาขารองไม่ใช่ร้านที่โด่งดังมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น
เป็นที่รู้กันว่าสองประเทศนี้ใกล้ชิดกันเป็นทุนเดิม จึงมีคนญี่ปุ่นที่มาเกาหลีโพสแนะนำในโซเชี่ยลพร้อมชื่นชมรสชาติไว้บ้าง แต่ก็เท่านั้น ไม่มีแม้กระทั่งแผนที่คร่าวๆ
ล่ามเองก็เป็นชาวญี่ปุ่น เรียกว่าเป็นญี่ปุ่นที่พูดภาษาเกาหลีได้ก็ไม่ผิด และสิ่งที่เขาคุ้นเคยก็มีเพียงพระราชวังคยองบก พระราชวังชั่งกยอง ประตูควังฮวามุน ย่านทงเดมุน และย่านมยองดง จบข่าว
‘จึ๊ ยังไงกันวะ มาถามหาที่ตั้งร้านตามสั่งกับเราเนี่ย รู้รึเปล่าว่าร้านตามสั่งในเกาหลีมีเป็นหมื่นร้าน’
ล่ามกลืนความคับแค้นลงท้อง ก่อนปั้นสีหน้าเยือกเย็นใจดี
“ครับ จะลองหาดูเดี๋ยวนี้ครับ”
เขาหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา ยืนค้นหาตำแหน่งร้านฮันอุลสาขารอง
‘พูดถึงเกาหลี อย่างอื่นเป็นไงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ อินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่งล่ะที่เร็วมาก ก็ตั้งเครือข่ายไว้ดีเยี่ยมนี่นะ…’
สิ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้น คงไม่โม้เกินหรอกหากจะบอกว่า เพราะประชากรทั่วประเทศใช้คอมพิวเตอร์
“อา เจอแล้วครับ ร้านอยู่กลางตัวเมืองโซลเลยครับ”
แผนที่แสดงผลเป็นภาษาเกาหลีซึ่งเรียวกะไม่คุ้นเคย
“นำทางหน่อย”
เคราะห์ดีที่ล่ามชาวญี่ปุ่นพอรู้จักย่านอันกุกอยู่บ้าง เพราะเป็นสถานีก่อนหน้าสถานีพระราชวังคยองบกนั่นเอง แต่ปัญหาดันมาเกิดหลังจากที่ทั้งคู่ขึ้นลีมูซีนของสนามบินกันเรียบร้อยแล้ว ลืมตาขึ้นมาอีกที คนเป็นล่ามกลับพบว่ารถอยู่ในย่านช้อปปิ้งของทงเดมุน
‘เฮ้ย…’
ดูเหมือนจะเลยป้าย
“ต้องลงแล้วครับ” ทางออกที่เขาคิดได้มีแค่วิธีเดียว
เรียวกะเองก็งีบหลับไปเหมือนกัน
ล่ามพาเรียวกะลงจากลีมูซีนหน้าช้อปปิ้งทาวเวอร์ตรงทงเดมุน ไปยืน ณ จุดรอแท็กซี่
“เราจะขึ้นแท็กซี่จากตรงนี้นะครับ”
เรียวกะไม่สงสัยติดใจอะไร ก้าวขึ้นแท็กซี่ ส่วนล่ามนั้นแจ้งจุดหมายปลายทางกับโชเฟอร์เป็นภาษาเกาหลีสำเนียงแปร่ง
“ไม่ทราบว่า รู้จักร้านฮันอุลสาขารองไหมครับ”
“รู้สิครับ ให้พาไปร้านเลยนะครับ”
“ครับ รบกวนด้วยครับ”
เมื่อล้อรถหมุน เรียวกะก็ถาม
“ไกลจากตรงนี้มากเหรอ”
“น่าจะไม่ไกลขนาดนั้นครับ”
ล่ามพอรู้อยู่บ้างว่าทงเดมุนกับอันกุกไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่ ไม่รู้เพราะได้ยินเสียงคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่นหรือเปล่า คนขับจึงย้ายสายตาไปมองผู้โดยสารผ่านกระจกส่องหลังโนเวลกูดอทคอม
‘ชาวต่างชาติล่ะมั้ง’
ย่านทงเดมุนรถติดก็จริง แต่แท็กซี่มาถึงร้านฮันอุลสาขารองได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรียวกะเห็นว่าโดยรอบมีคนพลุกพล่านเต็มไปหมด จึงสงสัยเต็มเหนี่ยวว่ามันเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น
‘จุดเริ่มต้นอยู่ไหนเนี่ย’
นอกจากป้ายร้านภาษาเกาหลีก็มองไม่เห็นอย่างอื่นอีกนอกจากคน คน และคน ตอนนั้นเองที่คนขับกล่าวทวงค่าโดยสาร
“เจ็ดหมื่นวอน”
ล่ามจัดการแลกเงินเตรียมมาแล้วเรียบร้อย เรียวกะได้ยินแต่ฟังภาษาเกาหลีไม่ออก
“เขาบอกว่าเท่าไหร่” เรียวกะถาม
ล่ามตกใจ อารามไปไม่เป็นทำอะไรไม่ถูก ได้แค่ชูนิ้วมือสองข้างขึ้นมาเจ็ดนิ้ว
“อันนี้เจ็ดใบ?”
มองธนบัตรพันวอนที่เรียวกะหยิบขึ้นมาเจ็ดใบแล้วล่ามก็ส่ายหน้า
“ไม่ใช่สีฟ้าครับ สีเขียวเจ็ดใบ”
เรียวกะอดประหลาดใจไม่ได้ ใบสีเขียวนี้มีค่าเทียบเท่าพันเยนเลยไม่ใช่หรือ
“ค่าแท็กซี่อะไรเนี่ย แพงกว่าที่โตเกียวอีก”
คนขับเริ่มบีบคั้นสถานการณ์ ระหว่างเบาะคนขับและผู้โดยสารมีความมาคุเล็กๆ
“นี่คุณ คนเขายิ่งยุ่งๆ อยู่ จะให้จอดอยู่อย่างนี้เหรอ”
ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อวานหรือวันนี้ แท็กซี่นิสัยไม่ดีบางส่วนมักโก่งราคาค่าโดยสารเมื่อเห็นว่าลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ เรียวกะที่ไม่รู้เบื้องหลังใดๆ ก็กดดันล่าม
“แพงเกิน คุยให้หน่อยซิ”
ฟังแล้วล่ามได้แต่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก บอกคนขับไปตามตรง
“ค่าโดยสารแพงมากเลยครับ”
“ก็ได้ๆ งั้นลดให้หมื่นวอน”
เงินก้อนจำนวนหกหมื่นวอนหลุดลอยออกจากมือ เมื่อส่งผู้โดยสารสองคนลงแล้ว แท็กซี่ก็ขับปรูดออกไปทันที
แน่นอนว่าเรื่องยุ่งยากที่ทั้งคู่ต้องเผชิญยังไม่จบเพียงเท่านี้
***
ซองช่อลปาดเหงื่อที่เกาะพราวตรงหน้าผาก
‘อิทธิพลของเถ้าแก่นี่สุดยอดเลย ขนาดแจ้งข่าวในโฮมเพจไว้แล้วคนยังมากันเยอะขนาดนี้’
ผ่านไปยังไม่ทันครบชั่วโมง หน้าร้านที่ว่างๆ ก็เริ่มมีลูกค้ามาต่อแถวยาวเหยียด
คิดถึงตรงนั้นก็มีอันต้องชะงัก
“น้องๆ”
“ครับ ไปเดี๋ยวนี้ครับ!”
แค่ในห้องอาหารเสียเมื่อไหร่ที่มีงานล้นมือจนแทบไม่อาจลืมหูลืมตา ในครัวก็เจอวิกฤติออเดอร์ล้นจนยุ่งวุ่นไม่ต่างกัน
“ถ้ามีเตาเยอะกว่านี้คงดี” แม่ของด็อกโฮเปรย
ฮเยจีได้ยินดังนั้นก็แอบมองกยองฮาลอดฝากั้น ออเดอร์จำนวนไม่น้อยหลั่งไหลไปฝั่งโน้น
ส่วนฝั่งนี้จะบอกว่ายุ่งก็พูดได้ไม่เต็มปาก มยองฮุนเองก็คิดเช่นเดียวกัน
“ถึงยังไง ฝั่งเราก็ไม่ยุ่งเท่าเฮีย เอ๊ย เถ้าแก่นะครับ”
“ก็จริง แถมเรายังมีสามคนช่วยกันได้”
“ครับ”
ก่อนนี้ แม่ของด็อกโฮยังพูดอย่างสุภาพให้เกียรติมยองฮุนโดยมีคะค่ะลงท้ายเสมอ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เนื่องจากมยองฮุนขอร้องแล้วขอร้องอีกไม่รู้กี่หนว่าให้พูดกับเขาสบายๆ ก็พอ
ท่ามกลางบรรยากาศกลมเกลียวในครัว กยองฮานั้นมุ่งมั่นอยู่แต่กับการทำอาหารตรงหน้า
‘ก่อนพักเบรกจะทำได้อีกสักจานไหมหว่า’ เขากำลังคิดถึงอาหารเลเวล 5
ตอนเข้างานวันนี้เขาปรุงแกงเต้าเจี้ยวเลเวล 5 ออกมาครั้งหนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าจะปรุงได้อีกครั้งก่อนพักเที่ยง อาหารของปรมาจารย์งานครัวนั้นยิ่งทำมาก ก็ยิ่งย่นเวลา ใช้เวลาปรุงน้อยลงมาก แต่ยิ่งกยองฮาเฝ้าฝันจะทำอาหารเลเวล 5 ออกมาให้ได้เยอะกว่านี้เท่าไหร่ มันยิ่งกลายเป็นการยึดติด
***
แค่เข้าแถวเฉยๆ ก็กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่สำหรับกยองฮาแล้ว แถวในวันนี้นับว่าไม่ยาวเท่าปกติ
เรียวกะที่กำลังต่อสู้กับบททดสอบแห่งความอดทนมีแววตาลุกโชนดั่งไฟสุม จนกระทั่งเมื่อเลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว เขาถึงได้มีโอกาสเดินเข้าร้านสักที
“สองท่านใช่ไหมครับ”
“ครับ สองคน”
“เชิญทางนี้ครับ เดี๋ยวเก็บโต๊ะให้นะครับ” ซุนกุกคุยกับล่าม
ไม่รู้คุยอะไรกัน เรียวกะย่นหัวคิ้ว
‘ต่อให้ยุ่งแค่ไหนก็เถอะ ยังจะเรียกลูกค้าไปนั่งตรงโต๊ะที่ยังไม่ได้เก็บเนี่ยนะ ร้านกระจอกระดับต่ำเขาดูแลลูกค้าแบบนี้เรอะ…’ เรียวกะยิ้มหยันโดยอัตโนมัติ
หลังหย่อนก้นลงนั่งแล้ว เรียวกะก็ถามล่าม
“เมนูพวกนี้ มีอันไหนที่คนญี่ปุ่นกินได้บ้าง”
“ถ้าชอบกิมจิ ก็สั่งข้าวผัดกิมจิเลยครับหรือจะเอาข้าวผัดกุ้งก็ได้ ส่วนพวกแกง อืม… ผมว่าซุปเต้าเจี้ยวก็ไม่เลวครับ แม้มันจะต่างจากซุปมิโซะ (เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) อยู่บ้าง”
เรียวกะหัวเราะพรืด ลมออกจมูก
‘เฮอะ จะอร่อยอะไรหนักหนา ก็แค่อาหารเกาหลีปนผงชูรส’
ใช่ว่าเขาไม่เคยกินอาหารเกาหลีมาก่อน ด้วยความสงสัยอยากรู้ เขาจึงไปเยี่ยมเยือนร้านอาหารเกาหลีในญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง ในจำนวนหลายเมนูที่เขาเคยชิมใส่ผงชูรสและเครื่องปรุงรสค่อนข้างมาก ต่อให้บอกว่าบางร้านใส่แค่เล็กน้อย แต่สำหรับเขานั้น เมนูที่เคยกินทั้งหมดเป็นอะไรที่หาความอร่อยไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เรียวกะใช้เวลาสั้นๆ ตัดสินใจเลือกอย่างไม่ต้องการคิดให้เมื่อยหัว
“งั้นเอาข้าวผัดกุ้งแล้วกัน อย่างน้อยก็ยังได้ลองชิมรสชาติกุ้ง อ้อ! เกือบลืมเรื่องสำคัญ บอกให้หัวหน้าเชฟเป็นคนทำด้วยนะ”
ล่ามส่งสารตามที่ได้ยิน แปลให้ซุนกุกฟังต่ออย่างครบถ้วนไม่ตกหล่น ซุนกุกเดินไปย้ำกับทางครัว ฮเยจีถือออเดอร์วิ่งปราดไปหากยองฮา
“ออเดอร์ของเถ้าแก่มาอีกแล้วค่ะ”
“ข้าวผัดกุ้งหนึ่ง?” กยองฮาถามซ้ำ
“ขอเช็คก่อน เดี๋ยวมานะคะ” ฮเยจีรีบกลับหลังหันเตรียมออกตัว
“ไม่ต้องๆ”
ฮเยจีทำหน้าที่ทุกอย่างอย่างตั้งใจไม่มีเกี่ยง กยองฮาอยากช่วยลดภาระไม่ให้เธอต้องเหนื่อยมากนัก จึงเริ่มหยิบวัตถุดิบออกมาเตรียมโดยเร็ว เขารู้สึกได้ถึงกุ้งเด้งดึ๋งบนมือราวกับมีชีวิต เมนูข้าวผัดกุ้งนี้ได้เลเวล 4 มานานแล้ว และตอนนี้สมาธิก็กำลังเริ่มก่อตัว สัมผัสแหลมคมดุจมีดดาบ
***
อาหารที่เสิร์ฟลงตรงหน้าคนทั้งคู่มีแค่ข้าวผัดกุ้งจานเดียว
ระหว่างทางล่ามจัดการอาหารบนเครื่องบินมาแล้วจนอิ่ม จึงไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร
การรับประทานอาหารญี่ปุ่นแตกต่างจากเกาหลีตรงวิธีใช้ตะเกียบ บางครั้งจะเคร่งครัดกับการใช้ตะเกียบอย่างมาก
ดังเช่นตอนนี้
ข้าวผัดเสิร์ฟมาในจานแบนๆ จะให้ถือกินก็คงจะลำบากเกินไป เรียวกะจึงจำเป็นต้องหยิบช้อนมาตักกุ้งและข้าวขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะส่งเข้าปาก
วินาทีที่กุ้งขาดออกจากกันด้วยฟัน เขาเหมือนได้กลิ่นหอมของท้องทะเล
‘มะ เมื่อกี้นี้มัน…’
ราวกับเห็นคลื่นม้วนตัวกระทบฝั่งต่อหน้าต่อตาแวบๆ เรียวกะขยี้ตาด้วยคิดว่าคงตาฝาด
‘ภาพหลอนมั้ง ต้องเป็นภาพหลอนแน่ๆ’
เขาตักข้าวเข้าปากอีกครั้ง แต่ยิ่งกินยิ่งรู้สึกตระหนก คางและฟันทำหน้าที่บดเคี้ยวร่วมกันอย่างขยันขันแข็ง ลิ้นก็รับรสสัมผัสได้อย่างชัดเจนจนแทบกระตุกเกร็ง ยิ่งไปกว่านั้นสมองราวกับถูกล้างทิ้ง คำพูดซ้ำๆ วนไปมาอย่างต่อเนื่อง
“อร่อย อร่อย อร่อย…”
ใจที่ไม่อยากยอมรับปะทะตูมตามกับความคิดส่วนลึกข้างในซึ่งยอมศิโรราบไปเรียบร้อยแล้ว เรียวกะที่ยังไม่รู้สภาพตนเองได้ยินเสียงแว่วข้างหู อยากยกมืออุดหูเหลือเกิน แต่มือเจ้ากรรมดันไม่เลิกยกช้อนสักที ครั้นใช้มืออีกข้างอุดหูก็ไม่อาจปิดป้องเสียงได้หมด
กระทั่งอาหารหมดจาน เรียวกะถึงได้ลุกยืนโงนเงนขาสั่นต้องเอามือยันโต๊ะ โดยมีสาเหตุมาจากความตกใจและความรู้สึกผิดคาดที่รุนแรงราวถูกฟ้าผ่า
“อาหารนี่ใส่ยาแน่นอน…”
หากไม่จับโต๊ะเอาไว้เขาคงร่วงพับลงกับพื้น ล่ามรีบเข้าไปประคอง
ระหว่างเดินไปยังเคาน์เตอร์ชำระเงิน ปากก็พร่ำพูดโน่นนี่เป็นภาษาญี่ปุ่นไม่หยุด ลูกค้าทั้งร้านส่งสายตาปนประโยคคำถามไปยังทิศทางเดียวกัน
“คนนั้นเป็นอะไรมากไหมน่ะ”