ไม่มีความลับใดอยู่ยืนยงเป็นนิรันดร์
กยองฮาตระหนักถึงสถานการณ์ในห้องอาหารได้ก่อนจะถึงพักเบรกเสียอีก มันประหลาดตั้งแต่วิธีพูดคุยและการแสดงออกต่อฮเยจีแล้ว ทุกคนดูตะขิดตะขวงใจพิลึก กระซิบกระซาบแอบคุยลับหลังด้วยกันเอง
“คิดไม่ได้หรือไง แน่นอนว่าเถ้าแก่ต้องรู้อยู่แล้วสิ ก็ทำข้าวกล่องด้วยกันนี่นา อ่านข่าวหรือยังล่ะที่ว่าคุณพ่อของฮเยจีลงทุนหว่านล้อมเถ้าแก่เรามาตั้งนาน…”
ยิ่งทำไม่รู้ไม่ชี้เท่าไหร่ ข่าวลือก็คงยิ่งแพร่กระจาย กยองฮาเรียกฮเยจีมาคุย
“เหมือนจะถึงเวลาที่ต้องบอกความจริงแล้วล่ะ เรื่องครอบครัวเราน่ะ”
บางทีการเปิดเผยเรื่องทั้งหมดอาจจะทำให้สบายใจกว่าก็เป็นได้ อีกทั้งอาจจะดีกับตัวฮเยจีเองด้วย ทีแรกกยองฮานั่นแหละที่เป็นคนตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวว่าให้เก็บเป็นความลับ
ระหว่างมื้ออาหาร ฮเยจีจึงเล่าอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าพนักงานทุกคน
“…เป็นประธานกรรมการบริหารค่ะ”
แม่ของด็อกโฮตกใจแรงราวถูกสายฟ้าฟาด ฮเยจีเคยเล่านานแล้วว่าคุณพ่อทำงานบริษัทและทำอยู่ที่ไหน แต่ก็รู้เพียงเท่านั้น
“ประธานฯ บริษัท SG รีเทลเหรอ”
“ค่ะ”
ตำแหน่งประธานฯ ผู้คุมธุรกิจร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นนับว่าไม่ใช่เล่นๆ
‘ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นลูกสาวคนเดียวของท่าน สั่งให้ทำโน่นทำนี่ไปเสียตั้งเยอะ…’
กยองฮาขอความร่วมมือจากพนักงานทั้งหลายไม่ให้นำเรื่องนี้ออกไปป่าวประกาศ
“ที่จริง คนที่บอกให้ฮเยจีเงียบไว้ไม่ต้องเล่าเรื่องทางบ้านให้ใครฟังคือผมเองครับ เพราะกลัวว่าเกิดข่าวลือออกไปอาจมีเรื่องยุ่งยากกวนใจตามมาอีก ไม่มีใครรับประกันได้ใช่ไหมล่ะครับ ฉะนั้นผมเลยจะขอร้องทุกคนว่าเรื่องนี้อย่าให้รู้ไปถึงข้างนอกเลยนะครับ”
“ครับ”
ในความเป็นจริง พวกต้มตุ๋นผ่านไปผ่านมาที่ร้านเป็นประจำ พนักงานทั้งหลายไม่ใช่ไม่รู้
แต่กยองฮายังห่วงประเด็นอื่นอีก
‘คนอื่นๆ จะทำตัวห่างเหินกับฮเยจีให้ต้องรู้สึกไม่ดีรึเปล่าเนี่ยสิ… เวลาช่วยเยียวยาได้ก็จริงแหละ’
***
ท่าทีที่แสดงออกต่อฮเยจีก่อนที่จะรู้ความจริง กับหลังได้รู้ความจริงแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ฮเยจีจ๊ะ…”
“คะ!”
แม่ของด็อกโฮสบตากับฮเยจีครั้งหนึ่งก่อนจะหันหน้ากลับอย่างยากเย็น เปลี่ยนไปหยิบวัตถุดิบออกมาเสียเอง
‘หมดกัน เรียกหาฮเยจีจนเคยปากซะแล้วเรา’
บางมุมก็กล่าวได้ว่าเกินไปหน่อยจริงๆ
ที่ผ่านมาเธอเรียกสั่งฮเยจีให้ทำกระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขนาดวัตถุดิบที่หยิบเองเตรียมเองคนเดียวได้ยังเกือบจะพลั้งปากสั่งออกไปเลย และไม่ใช่แค่ในครัวที่กำลังประสบปัญหา ห้องอาหารก็ไม่ต่างกัน ด้วยความคิดที่ว่าจะทำให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของท่านประธานฯ ได้รับความลำบากไม่ได้ พวกพนักงานจึงร่วมใจกันลำเลียงจานชามภาชนะ พร้อมแยกประเภทซ้อนกันเองเสร็จสรรพ ฮเยจีเลยว่างงานไปโดยปริยาย งานลดลงจนมีเวลาว่างให้เธอยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกอยู่อย่างนี้ ทั้งที่ทุกคนกำลังยุ่งหัวหมุนแท้ๆ…
“ฮเย…” เสียงของมยองฮุน
ฮเยจีสีหน้าสดใส หันควับไปหาโดยพลัน
“คะ!”
“ฮัดชิ่ววว!”
อ้อ ไม่ได้เรียกเธอ แค่จามเท่านั้น
ปกติมยองฮุนก็ไม่ค่อยไหว้วานให้ฮเยจีทำอะไรแทนอยู่แล้ว ด้วยเขารู้ตัวว่าเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ยังเป็นน้องใหม่ที่ไม่ควรเอ่ยปากสั่งชาวบ้าน และคิดๆ ดูแล้ว ฮเยจีถือเป็นรุ่นพี่มยองฮุนไม่ใช่หรือ
‘จากที่เคยทำตัวสบายๆ ด้วยกัน เปลี่ยนไปหมดเลย’
การแสดงออกที่ผกผันของหลายๆ คนทำให้ฮเยจีผิดหวัง
นอกจากช่วยเป็นมือไม้ให้เถ้าแก่นิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่มีอะไรให้เธอทำอีก เหนือสิ่งอื่นใด หน้าที่ทำอาหารที่เธอชอบเหลือเกิน บัดนี้ก็ตกไปอยู่ที่แม่ของด็อกโฮและมยองฮุนเสียหมด จึงยิ่งเห็นชัดว่างานเธอลดลงจริงๆ
กยองฮารู้สึกได้ในทันทีว่าเขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อคลายหน้ามุ่ยๆ นั้นของฮเยจีให้ได้
***
ณ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม การเตรียมจัดเลี้ยงกำลังเป็นไปอย่างคึกคักได้ที่
กยองฮาปรุงอาหาร ฮเยจีคอยเป็นลูกมือ ส่วนซองช่อลง่วนกับการเตรียมเสิร์ฟจนแทบไม่มีเวลาสนใจอย่างอื่น
จากรูปการณ์นี้ แปลว่ากยองฮาดำเนินการตามที่วางแผนไว้ทุกอย่างคือ ให้พนักงานสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยเขาเมื่อต้องมีการออกมาทำอาหารนอกสถานที่
สายตาไม่พึงประสงค์คู่หนึ่งจ้องตรงมาทางนี้ เป็นสายตาของจางอิลเท ผู้เป็นที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม จางอิลเทนึกถึงบางอย่างที่แสนจะคับข้องใจ บางอย่างที่ติดๆ ขัดๆ
คนเราถูกเรียกตัวให้มาทำงานในสถานที่ระดับนี้ อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกเป็นเกียรติเป็นศรีเป็นพระคุณบ้างไม่ใช่หรือถึงจะเรียกว่าปกติ นี่อะไร คนชื่อโกกยองฮานั่นไม่แม้แต่จะออกอาการใดๆ เลย แล้วยังจะเรื่องเยอะ ตารางเวลาต้องให้เลือกตามใจอีก สารพัดเหตุผลกลายเป็นต้นตอที่ทำให้เขาหงุดหงิดเจ็บใจ
“ยุคนี้ ทำอาหารเก่งก็นับว่ามีหน้ามีตารึไง”
จางอิลเทไม่ได้พูดคนเดียว ชัดเจนว่ากะให้คนแถวๆ นี้ได้ยินด้วย
‘ถ้าหูไม่หนวกคงได้ยินล่ะมั้ง’
น้ำเสียงจงใจหาเรื่องนั้นไม่ได้ทำให้กยองฮาเสียสมาธิแต่อย่างใด กยองฮาเพียงแต่ปรายตามองก่อนหันไปจดจ่อกับการทำอาหารต่อ เนื่องจากถูกเมิน จางอิลเทจึงได้แต่กลืนความโมโหลงท้องไปเงียบๆ
‘อีแค่กุ๊กกระจอก… แค่คนทำร้านตามสั่ง ยังจะกร่าง…’ มองแรงปานนี้ก็ยังไม่ได้ผล
กยองฮาไม่สนใจเขาด้วยซ้ำ
“ฮเยจี หั่นต้นหอมกับหอมหัวใหญ่ให้หน่อยสิ”
“ค่า!”
สุดท้าย จางอิลเทถึงกับหัวคิ้วกระตุก
“คนพูดด้วย ทำเป็นไม่ได้ยิน…”
คำพูดที่พรวดออกจากปากเขามีอันต้องหยุดลงเท่านั้น ไม่อาจต่อจนจบประโยค เพราะเสียงปาร์คกวางช่อล ปลัดกระทรวงกลาโหมดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“อ้าว หนูฮเยจี! มาทำอะไรที่นี่น่ะ”
“คุณลุง!”
การตอบรับของฮเยจีออกจะเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง จางอิลเทมองหน้าปาร์คกวางช่อลสลับกับฮเยจี สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นแข็งค้าง
‘เรียกลุงเลยเรอะ…’
ซองช่อลที่อยู่ด้านข้างเองก็แข็งค้างไปด้วย
‘เรียกท่านปลัดว่าลุง…’
ระหว่างที่จางอิลเทและซองช่อลนึกสงสัยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ปาร์คกวางช่อลก็ถามฮเยจีซ้ำ
“ทำไมมาทำอาหารอยู่ที่นี่ล่ะ หืม”
“อ้อ! หนูมาช่วยเถ้าแก่ค่ะ”
“เถ้าแก่?”
“ท่านนี้คือเถ้าแก่หนูเองค่ะ”
ปาร์คกวางช่อลมองกยองฮาที่โค้งทักทายเขาเงียบๆ สบายๆ อย่างอึ้งๆ เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
“พ่อรู้ใช่ไหม”
แน่นอนว่าคำถามนี้ถามฮเยจี
“รู้สิคะ เถ้าแก่หนูเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจของพ่อด้วยเหมือนกันค่ะ” ฮเยจีตอบเสียงดังมั่นใจ
สายตาปาร์คกวางช่อลที่มองกยองฮาเปลี่ยนไปทันที
‘ยังดูหนุ่มแน่นอยู่เลยไม่ใช่รึ ถึงกับเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจของกูบนมันเลยเรอะ’
ในสังคมเกาหลีมีสิ่งที่เรียกว่าคอนเน็คชั่นหรือเส้นสายโยงกันอยู่ราวใยแมงมุม ฉะนั้นแน่นอนว่าปลัดกระทรวงกลาโหมย่อมรู้จักมักจี่กับเหล่าเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ และในบรรดาเครือธุรกิจใหญ่อย่าง SG ทั้งหมด SG รีเทลของประธานฯ กูบนมันนับว่าโดดเด่นที่สุด สามารถนับเป็นไข่แดงล้ำค่าก็ว่าได้
คุยกับฮเยจีเสร็จ ปาร์คกวางช่อลก็เดินเลี่ยงออกมา ส่งเสียงเรียก
“ที่ปรึกษา” пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
“ครับ ท่านปลัด”
“ไปเกณฑ์คนมาช่วยเพิ่มหน่อย”
“ครับ? อ้อ รับทราบครับ…”
แผ่นหลังจางอิลเทเปียกเหงื่อเย็นๆ จนชุ่ม สิ่งที่เขาต้องทำโดยด่วนคือออกจากที่นี่ หลบไปให้พ้นสายตาของพนักงานร้านฮันอุลสาขารอง
‘ไม่นึกเลยว่าจะสนิทสนมกับท่านปลัดฯ เป็นการส่วนตัว…’
ผู้คนมากมายล้นหลามแต่มีการจัดสรรแบ่งส่วนเป็นระเบียบจนแทบไม่ต้องออกแรงเสิร์ฟอาหารเลย ซองช่อลโชคดี เขาแค่ต้องเอ่ยปากให้คำแนะนำเท่านั้น
“แกงกิมจิครับ ร้อนมากนะครับ ตอนถือโปรดระวังด้วย”
อาหารที่ทำเสร็จใหม่ๆ ถูกลำเลียงวางบนโต๊ะ เมนูหลากหลายละลานตา มองเผินๆ ดูหรูหราไม่ใช่เล่น อีกทั้งเครื่องเคียงที่มีเกินกว่าสิบชนิดยังเสริมให้มองแล้วรู้สึกเต็มอิ่ม อุดมสมบูรณ์ไปหมด
“ฮ่าๆๆ จัดโต๊ะแบบนี้ ดูแล้วเกือบจะเหมือนบุฟเฟต์อาหารเกาหลีเลยนะครับ”
ประโยคนั้นพูดเกินจริงไปหน่อย ทว่า กลับไม่มีใครโต้แย้งขึ้นมาแม้แต่คนเดียว เพราะอย่างน้อยมันก็ดูเป็นเช่นนั้นจริงๆ และพวกที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่อยากเถียงแทรกทำลายบรรยากาศ
“เอาล่ะ เชิญรับประทานกันเถอะครับ”
สิ้นคำพูดของปาร์คกวางช่อล ด้านโน้นด้านนี้ก็เริ่มหยิบช้อน
ในใจคาดหวังครึ่งหนึ่ง เคลือบแคลงอีกครึ่งหนึ่ง
‘ไหนขอชิมหน่อยซิ อาหารร้านดังที่ลือกันหนักหนา’
แกงต่างๆ ข้าวผัด เส้นบะหมี่ และเมนูอื่นๆ เรียกเสียงอุทานดังไปทั่ว
“แกงกิมจิดีจริงๆ อร่อยมากๆ”
“แกงเต้าเจี้ยวก็เหมือนกันครับ”
“บะหมี่เย็นคลุกซอสนี่ อร่อยจนพูดไม่ออกเลย”
นอกนั้น คนส่วนมากราวกับลืมสิ้นแล้วว่าจะพูดอะไร เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตากินท่าเดียว
จนเมื่อมีเสียงขูดก้นหม้อดินดังขรมนั่นแหละ ปาร์คกวางช่อลจึงได้เงยหน้าขึ้นมามองรอบๆ บางคนที่ยังกินไม่หมดก็กินต่อไปไม่ลืมหูลืมตา ส่วนคนที่กินหมดแล้วก็หันซ้ายหันขวาอย่างเสียดายอยากหาอะไรมาใส่ปากเพิ่ม ปาร์คกวางช่อลนั้นไม่ได้ต่างจากบางคนเลย ก้มหน้ากินชนิดลืมรักษาภาพลักษณ์
‘นี่อย่าบอกนะว่าเราเองก็ก้มหน้าก้มตากินแบบพวกนั้น’
นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้กินอาหารอร่อยจนออกอาการอย่างนี้
ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนทหาร จนได้เลื่อนยศขึ้นเป็นนายทหารระดับสูง เขาได้รับการสั่งสอนมาว่าจะต้องไม่ก้มหน้ารับประทานอาหารอย่างเด็ดขาด หลังจากนั้นก็ติดเป็นนิสัย ตาต้องมองตรงอยู่เสมอ ทว่า แกงเต้าเจี้ยวที่สั่งมากลับทำลายนิสัยการกินของเขาจนพังไม่เป็นท่า และเขาคงไม่รู้ตัวจริงๆ
ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าเคยมีอาหารชนิดไหนไหมที่ทำให้ปาร์คกวางช่อลถึงกับลืมมารยาทที่เคยชินได้ แต่ไอ้เจ้าแกงเต้าเจี้ยวถ้วยเมื่อครู่เขากล้าพูดเลยว่าอร่อยมากจนไม่รู้จะติอะไร
มื้ออาหารจบลง
อาศัยช่วงเก็บกวาดสถานที่ ปาร์คกวางช่อลเดินเข้าไปหากยองฮา เอ่ยปากถามด้วยตัวเอง
“ผ่านเกณฑ์ทหารแล้วใช่ไหม”
“ครับผม”
“หน่วยไหนล่ะ”
“ทัพบก กองพลทหารราบที่แปดครับผม”
ปาร์คกวางช่อลรู้สึกสะดุดหู
“ออกมากี่ปีแล้ว”
“น่าจะสักหกปีแล้วครับผม”
“งั้นก็เป็นตอนที่ฉันเป็นหัวหน้าหน่วยบัญชาการห้าล่ะสิ รู้ใช่ไหมว่ากองพลแปดอยู่ภายใต้หน่วยบัญชาการห้าน่ะ” ปาร์คกวางช่อลถึงกับมีสีหน้าชื่นมื่น
กยองฮาไม่ได้มีความรู้สึกร่วมแต่อย่างใด ทั้งยังไม่เข้าใจอีกด้วย
‘จำหัวหน้าหน่วยบัญชาการยังไม่ได้เลย หน้าตาเป็นแบบไหนยิ่งไม่รู้…’
เนื่องจากหัวหน้าหน่วยฯ มักไม่ค่อยมาเยือนค่ายทหารบ่อยเท่าไหร่ พวกนายทหารยศสูงๆ มาทีไรพวกเขาก็มีแต่ต้องลำบากโดยไม่จำเป็น แต่กยองฮาจำต้องแสร้งเป็นนึกออกก่อนจะฝืนเค้นรอยยิ้มออกมา
“ทราบดีครับผม”
ส่วนฮเยจีที่ไม่มีทางได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรในค่ายทหารนั้นยืนมองตาปริบๆ
‘คุณลุงกับเถ้าแก่ดูท่าจะสนิทกันนะเนี่ย…’
***
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
เสียงกล่าวทักทายของหญิงชราดังอยู่ในร้านขายเครื่องเคียง ทำให้แม่บ้านที่เป็นลูกค้าต้องถอยหลังไปห้าก้าวเพื่อแหงนหน้าอ่านป้ายที่ประตู
“เอ๋? ป้ายก็เหมือนเดิมหนิ… ที่นี่ไม่ใช่ร้านเครื่องเคียงฮันอุลหรือคะ”
“ใช่ค่ะ ถูกแล้วค่ะ”
“พวกป้าๆ ไปไหนเสียล่ะคะ ทำไมเหลือคุณยายอยู่คนเดียว หรือว่าร้านเปลี่ยนเจ้าของ?”
“ฉันเป็นพนักงานมาใหม่ค่ะ พวกป้าๆ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เข้ามาด้านในก่อนสิคะ”
จังหวะนั้นเอง แม่ของจองอูกับแม่ของฮียอนก็จูงมือเจมินกับยุนซึลกลับมาจากการพาไปทัวร์ซูเปอร์มาร์เก็ต เจมินถือถุงขนม ส่วนยุนซึลถืออมยิ้ม ชเวบกซุนผู้เป็นยายของทั้งคู่พยายามซ่อนขอบตาที่ร้อนผ่าว
“คุณยายคะ เจมินทำท่าจะไม่ยอมกินขนมล่ะค่ะ ฉันเลยได้แค่เอาห่อลดราคายัดใส่มือให้เขา”
“ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้…”
“พวกเราเอ็นดูเด็กๆ หรอกค่ะ ถึงอยากทำ”
เหมือนนางฟ้าเทวทูตทั้งหลายที่เดินดินอยู่บนโลกใบนี้มารวมกันอยู่ที่นี่ แค่ให้งานทำก็ถือเป็นพระคุณมากแล้ว ยังได้เพื่อนร่วมงานน่ารักขนาดนี้อีก ชเวบกซุนรู้สึกเหมือนตนไม่ต้องนอนไม่ต้องกินก็ยังมีชีวิตต่อไปได้
แม่ของจองอูสังเกตเห็นลูกค้า จึงเอ่ยปาก
“อุ๊ยตาย คุณแม่ของซังกูมาแล้วหรือคะ วันนี้รับอะไรดีเอ่ย”
“อืม เอาเป็นแอนโชวีผัดซอส กุ้งดองเค็ม แล้วก็ฟักทองผัดซอสค่ะ”
ชนิดเครื่องเคียงของร้านฮันอุลยิ่งมายิ่งหลากหลาย ตัวเลือกมีเยอะขึ้นมาก ฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เหล่าแม่บ้านซึ่งแห่กันมาที่ร้านจะเลือกเครื่องเคียงกันหัวแทบแตก
แม่ของฮียอนตักเครื่องเคียงอย่างชำนาญ ก่อนจะแพ็คลงหีบห่อเพื่อเตรียมคิดเงิน
“วันนี้ดูยุ่งน้อยกว่าทุกทีนะคะ”
“มาตอนช่วงที่คนน้อยพอดีมากกว่าค่ะ”
ระยะหลังนี้ ช่วงที่ยุ่งวุ่นวายมากๆ พนักงานมีเท่าไหร่ก็เหมือนจะไม่พอ โชคดีได้คุณยายของเจมินกับยุนซึลเข้ามาช่วยกลางคัน แม่ของจองอูกับแม่ของฮียอนจึงรู้สึกราวกับพบพานพระผู้ช่วยให้รอด
“ฉันขอทำความสะอาดไปพลางๆ นะจ๊ะ”
“คุณยายทำความสะอาดไปตั้งแต่เช้าแล้วนะคะ กระจกก็เช็ดแล้ว พื้นก็กวาดแล้ว ช่วงที่ได้พักต้องรีบพักสิคะ พวกเราเองก็จะได้ทำงานกันสบายๆ ด้วย”
ขอบข่ายงานของชเวซุนบกนั้นไม่ได้มีกำหนดไว้ นอกจากเรื่องเตรียมเครื่องเคียง แพ็คของ ล้างจานและคิดเงิน งานอื่นๆ ที่เธอทำได้ล้วนทำอย่างไม่ต้องการหยุดพักแม้แต่น้อย
“เด็กๆ น่ารักจังเลยนะคะ ลูกฉันเองก็เคยเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกเท่านี้มาก่อน…”
แม่ของซังกูชำระค่าเครื่องเคียง ก่อนออกจากร้านเธอลูบหัวเด็กน้อยเจมินและยุนซึลคนละครั้ง ส่วนแม่ของจองอูก็ไปชงกาแฟสำเร็จรูป นำมายื่นส่งให้ชเวบกซุน
“ดื่มนี่สิคะ”
“ขอบคุณจ้ะ”
“คุณยาย ถ้าคุณยายทำงานหนักจนลำบากเกินไปพวกเราต้องถูกเถ้าแก่ดุเอาแน่ๆ”
“งานหนักที่ไหนกัน เทียบกับงานก่อนหน้านี้ ที่นี่สบายกว่ามากๆ …”
ไม่จำเป็นต้องยืนกลางแดดเปรี้ยง ไม่จำเป็นต้องตากฝนให้หนาวสั่น ยิ่งกว่านั้น ขยะสกปรกที่ร้านก็กำจัดง่าย ของหนักก็ไม่มีให้ต้องแบกหามอีกแล้ว
แม่ของฮียอนชวนคุยต่อ
“พูดก็พูดนะ เจมินตอนนี้เจ็ดขวบแล้วใช่ไหมคะ”
“ใช่จ้ะ”
“งั้นปีหน้าก็ต้องเข้าโรงเรียนประถมแล้วสิ”
เรื่องที่ชเวบกซุนกังวลที่สุดก็คืออนาคตของหลานๆ
สีหน้าเธอดูผ่อนคลายด้วยเล็งเห็นว่าหากทำงานที่นี่ เงินเดือนที่ได้รับคงพอส่งเสียเป็นค่าเล่าเรียนให้เด็กๆ แน่นอน
“คงอย่างนั้นแหละจ้ะ”
แม่ของจองอูเปลี่ยนเรื่อง
“ว่าแต่ คุณยายคะ ข้าวกลางวันของเด็กๆ ทำไมถึงต้องไปกินที่สาขารองเท่านั้นล่ะคะ”
“เถ้าแก่อยากให้เป็นแบบนั้นจ้ะ คงเป็นกรณีพิเศษล่ะมั้ง”
แม่ของจองอูกับแม่ของฮียอนผู้ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารฝีมือเถ้าแก่ง่ายๆ แอบรู้สึกอิจฉาลึกๆ
***
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก
“นี่ ฮเยจี มาช่วยตรงนี้หน่อยได้ไหม”
“ค่า!”
เป็นไปตามที่กยองฮาคาดไว้ไม่ผิด เวลาจะเยียวยาทุกอย่างเอง
เริ่มแรกแต่ละคนก่อกำแพงเสียแน่นหนา พนักงานในห้องอาหารเองก็เช่นเดียวกัน ทว่า ร้านยุ่งมากชนิดที่ถ้วยชามไม่อาจเก็บกวาดกันได้หมด งานเข้าวนไปเรื่อยๆ จนชักจะเหมือนสมัยก่อนที่มือไม่พอทำงาน แต่สำหรับฮเยจี เธอยินดีรับความยุ่งเหยิงนี้มากกว่าใคร
‘กลับมาเป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว!’
ตอนนั้นเอง
ข้อความที่ไม่ชวนให้กยองฮารู้สึกยินดีเท่าไหร่ก็ส่งมาถึง
[ครั้งต่อไป ว่างอีกเมื่อไหร่หรือ]
นี่คือข้อความที่ปลัดกระทรวงกลาโหม ปาร์คกวางช่อล ส่งหาเขาด้วยตัวเอง