จังหวะนั้น แม่ของด็อกโฮส่งเสียงอุทานขึ้นมาก่อน
“อุ๊ย อร่อยกว่าที่กินครั้งก่อนอีก ว่ามั้ย”
“อร่อยขึ้นเยอะจริงๆ ด้วยค่ะ”
ชายงเทเองก็กำลังง่วนอยู่กับการกิน
‘อร่อยว่ะ อร่อยกว่าของโรงอาหารหลายขุม…’
ถ้าจะหาเหตุผลอะไรมาตอบเรื่องความอร่อย คงเป็นคำว่า ทาโกะยากิเลเวล 3 ส่วนโอโกโนมิยากินั้นยังเป็นเลเวล 2 จึงทำให้ถูกคีบเข้าปากน้อยกว่า มยองฮุนแอบกังวลเงียบๆ
‘แบบนี้ไม่ใช่ว่ากินเหลือแบบครั้งก่อนอีกนะ’ หัวใจคนทำอาหารที่ไหนก็คงเหมือนๆ กัน
ด้วยความตั้งใจลึกๆ ว่าจะกินให้เหลือน้อยที่สุด มยองฮุนจึงเริ่มหันเหจากทาโกะยากิไปมุ่งจัดการโอโกโนมิยากิแทน
และคาดไม่ผิดเลย สิ่งที่เขากังวลเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ทาโกะยากิร่อยหรอทำท่าจะมีไม่พอกิน ตรงข้ามกับโอโกโนมิยากิที่ยังเหลือบานตะไท จู่ๆ กยองฮาก็ลุกจากโต๊ะกะทันหัน พนักงานต่างสะดุ้งเฮือกคอยแอบสังเกตท่าทีเถ้าแก่ ทว่า เถ้าแก่กลับพุ่งตัวอย่างเร่งรีบผ่านหน้าทุกคนไปยังประตูร้าน เปิดผลัวะ
วินาทีที่สองพี่น้องตกใจตั้งท่าจะวิ่งหนี กยองฮาก็ปรี่ไปยืนขวางหน้า
“หิวสินะ เราสองคนน่ะ”
***
“อร่อยไหม”
“อร่อยครับ”
เด็กชายตอบพลางง่วนดูแลน้อง เขาหั่นโอโกโนมิยากิออกเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำก่อนจะตักย้ายไปใส่ในจานน้องสาว
“กี่ขวบแล้วจ๊ะ” แม่ของด็อกโฮถาม
“เจ็ดขวบครับ”
เด็กชายหันไปจ้องหน้าบุ้ยใบ้บอกน้องว่า ทีนี้ตาเธอตอบบ้าง แต่คงเพราะเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก เด็กหญิงจึงตอบอย่างน่ารักน่าชังด้วยการชูนิ้วขึ้นมาสี่นิ้ว แม่ของด็อกโฮมองทั้งคู่อยู่ตลอด เพียงแค่มองเฉยๆ ก็ชื่นใจ รอยยิ้มจึงค้างเติ่งอยู่บนแก้ม
มยองฮุนคลายใจไปหนึ่งเปราะ เพราะจะให้เขารับผิดชอบโอโกโนมิยากิส่วนที่เหลือเพียงคนเดียวคงไม่ไหวแน่นอน
“ว่าแต่ทำไมไปไหนมาไหนกันแค่สองคน พ่อกับแม่ล่ะ?”
“ไปทำงานครับ”
“ก็เลยต้องอยู่กันสองคนพี่น้องสินะ ถึงอย่างนั้นก็ควรอยู่แต่ในบ้านนะ อายุแค่นี้ออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกมันอันตรายรู้ไหม ว่าแต่ชื่ออะไรกันบ้างเนี่ย”
“ผมชื่อซงเจมิน น้องชื่อซงยุนซึลครับ”
เจมินดูโตกว่าวัยมากหากเทียบกับอายุจริง วัยเจ็ดขวบน่าจะเป็นช่วงที่กำลังซนและดื้อเลยทีเดียว
“เคี้ยวดีๆ เคี้ยวให้ละเอียดนะ” แม่ของด็อกโฮสอน
ยุนซึลซึ่งกำลังเคี้ยวตุ้ยพยักหน้าแรงๆ อย่างเชื่อฟัง เด็กทั้งสองหันกลับมาจดจ่อกับการกิน กยองฮาที่เฝ้ามองเงียบๆ เอ่ยปาก
“หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาอีกได้นะ เหมือนวันนี้…”
***
ค่ำวันเดียวกัน
“ได้พันห้าร้อยวอนนะครับ” พ่อค้ารับซื้อของเก่ากล่าว
หญิงชราที่มีริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้ารู้สึกห่อเหี่ยวหัวใจเต็มทน ของที่สู้อุตส่าห์เก็บมาทั้งวันขายได้ราคาต่ำเสียจนน่าขัน กระนั้นก็ไม่อาจต่อว่าพ่อค้ารับซื้อของเก่าได้ เพราะจะให้ปฏิเสธความเป็นจริงอย่างไรในเมื่อจำนวนของที่เธอขนมามีแค่นิดเดียว สิ่งที่ผู้สูงอายุมีกำลังพอจะทำได้นั้นมีไม่กี่อย่าง ผู้รับเบี้ยสูงอายุระดับพื้นฐานเช่นเธอนั้นไม่ต้องพูดถึง แม้แต่เจ้าของบ้านเดี่ยวสามชั้นแซ่คิมยังพยายามหาช่องทางให้ตนมีรายได้มากขึ้นเลย ออกมาหยิบใบปลิวตามพื้นถนนรวบรวมไปขายแลกเงินเพิ่มได้อีกสักวอนก็ยังดี ไม่นับพวกนักธุรกิจที่เทียวไปเทียวมาคอยเก็บของรีไซเคิลขึ้นรถบรรทุกอีกนะ เมื่อโลกสมัยนี้กลายมาเป็นเช่นนี้ ผู้ที่หลุดจากวงโคจร ไม่ได้อยู่บนสนามแข่งขันใดๆ จึงยิ่งถูกผลักเข้ามุมมืดของสังคม ต้องตกที่นั่งลำบาก
หญิงชรารับเงินพันห้าร้อยวอนมาโดยไม่ปริปากบ่น เธอหันหลังกลับ คิดถึงเด็กน้อยสองคนซึ่งก็คือหลานชายหลานสาวที่ชื่อว่าเจมินและยุนซึลนั่นเอง
“เงินนี่จะพอซื้อบะหมี่ซองให้เด็กๆ กินไหมนะ”
ทั้งคู่อยู่ในวัยกำลังโต แต่หากยังอดมื้อกินมื้อได้รับสารอาหารไม่เพียงพออยู่อย่างนี้ล่ะก็ ภายหลังต้องมีปัญหาเรื่องโครงสร้างกระดูกและพัฒนาการร่างกายอย่างแน่นอน ก้าวแต่ละก้าวหนักอึ้งเพราะความรู้สึกผิดบาป
เธอหิ้วบะหมี่สำเร็จรูปสองซองเดินกลับมายังห้องรูหนูชั้นกึ่งใต้ดิน แล้วก็อดตกใจไม่ได้
“กินข้าวกลางวันมาแล้วเหรอ”
ยุนซึลพยักหน้าอย่างไร้เดียงสา ส่วนเจมินตอบ
“ครับ”
“กินจากไหน”
“ร้านตามสั่งครับ”
เด็กที่ไม่มีเงินติดตัวจะไปกินข้าวในร้านตามสั่งได้อย่างไร
หญิงชรารู้สึกว่าตนกำลังเจอคำถามที่ยากกว่าปัญหาเชาว์ใดๆ ในโลก
“เงินล่ะ?”
“พี่ชายคนที่หล่อๆ เลี้ยงครับ”
ยุนซึลพยักหน้าติดต่อกัน ไม่รู้เห็นด้วยกับประโยคที่ว่าพี่ชายหล่อๆ หรือจะช่วยยืนยันคำว่าเลี้ยงข้าวกันแน่
แม้ผู้คนจะมองว่าทั้งคู่สกปรกโสโครกเพียงไหน หลานๆ ก็นับเป็นดวงใจที่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังน่ารักในสายตาเธอวันยังค่ำ ว่าแต่ว่า มีคนเลี้ยงข้าวเด็กสกปรกสองคนนี้อย่างนั้นหรือ
“ทีหลังต้องบอกยายด้วยนะว่าร้านตามสั่งแถวไหน” หญิงชราได้แต่กล่าวขอบคุณอยู่ลึกๆ
***
ฝนตกซู่ใหญ่
กยองฮาจ้องหยาดฝนบนหน้าต่างกระจกที่ไหลลงมาเป็นสาย ไม่รู้เพราะฝนตกหรือเปล่าเขาถึงรู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษ เวลานี้น่าจะเป็นช่วงที่เด็กๆ ต้องโผล่เข้ามาที่ร้านได้แล้วนี่นา หลายวันมานี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา
“ฝนตกนานจังนะคะ นี่ก็วันที่สามเข้าไปแล้ว…” แม่ของด็อกโฮชวนคุย
“นั่นสิครับ”
“สองคนนั้นไม่รู้ต้องอดข้าวไส้กิ่วกันอยู่รึเปล่านะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าเด็กเจ็ดขวบจะตัวเล็กผอมแห้งได้ขนาดนั้น อุตส่าห์เชื่อว่ามีพ่อแม่ดูแล…”
“อ้าว แล้วไม่ใช่แบบนั้นเหรอครับ” กยองฮาหันไปมองเธอ
“ค่ะ ฉันได้ยินจากคุณป้าที่ทำงานอยู่ศูนย์บริการประชาชนว่าเด็กๆ เป็นเด็กไร้บ้าน พ่อแม่เสียหมดแล้วจากอุบัติเหตุรถยนต์ น่าจะอยู่กับคุณยายคนเดียว ซึ่งก็หาเลี้ยงด้วยการเก็บของขายหรืออะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ”
ยิ่งน่าสงสารหนักเข้าไปอีก แต่จะให้มัวมาครุ่นคิดเรื่องเด็กน้อยอย่างเดียวก็ใช่ที่
“ได้เวลาแล้วเหรอเนี่ย มาครับ เตรียมเปิดร้านกัน”
“ค่ะ”
ต่อให้ฝนตก ก็ใช่ว่าลูกค้าจะไม่มา ช่วงบ่ายก็เหมือนกับช่วงเช้าที่ลูกค้ากางร่มแห่แหนกันมาเต็มหน้าประตู
“เฮ้ย ซองช่อล!”
“ไปเดี๋ยวนี้คร้าบ”
เมื่อฝนตกก็ย่อมมีรอยเท้าเปรอะเปื้อนเต็มร้าน พื้นที่เช็ดถูไว้เสียสะอาดตอนพักเบรกครู่เดียวก็กลับมาสกปรกเลอะเทอะอีกครั้ง กระดาษลูกฟูกที่ปูรองไว้หน้าประตูเริ่มอยู่ในสภาพกะรุ่งกะริ่ง
“เอาแผ่นใหม่ไปเปลี่ยนซิ”
“ครับเถ้าแก่”
จังหวะที่เพิ่งเปลี่ยนกระดาษรองพื้นแผ่นใหม่เสร็จ ลูกค้ากลุ่มล่าสุดซึ่งเข้ามาเจิมกระดาษก็กลายเป็นจุดรวมสายตาของพนักงาน
“เจมิน”
“สวัสดีครับ”
“ยุนซึลสบายดีใช่ไหม”
ยุนซึลพยักหน้าแทนคำตอบ วันนี้นอกจากเด็กน้อยสองคนแล้วยังมีผู้ปกครองมาด้วยอีกหนึ่ง เป็นหญิงชราที่ถือร่มคันเก่าถลอกปอกเปิก
“หลานๆ บอกว่าที่นี่เลี้ยงข้าวพวกแกฟรีๆ…”
“อ้อ เถ้าแก่เราเองครับ…” ซุนกุกหันไปมองทางครัว
กยองฮารีบจัดการส่วนคับขันจนเรียบร้อย จากนั้นรีบวิ่งออกมายังห้องอาหาร
“นั่งก่อนสิครับ”
หญิงชราเงยหน้ามองกยองฮา แต่ถามซุนกุก
“ท่านนี้?”
“ครับ ท่านนี้แหละครับเถ้าแก่เรา”
เธอค้อมหลังที่งออยู่แล้วลงต่ำ nᴏᴠᴇʟɢu.cᴏm
“ขอบพระคุณค่ะ ฉันกังวลมากเลยที่เด็กๆ ไม่ค่อยได้กินข้าว ได้ยินว่าคุณเลี้ยงพวกเขาจนอิ่มท้อง”
ลูกค้าอื่นๆ ในร้านเริ่มส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาทางนี้ กยองฮาอึดอัดจึงบอกให้เธอนั่งลงอีกรอบ
“ผมแค่ทำเรื่องที่ควรทำครับ เชิญนั่งก่อนนะครับ ผมจะไปทำอะไรให้ทาน”
หญิงชรายังไม่ทำตามคำเชิญ เธอล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรชนิดพันวอนซึ่งเป็นเงินเศษๆ ออกมานับทีละใบ
“ฉันไม่ได้มากินข้าวค่ะ นี่ค่ะ ไม่รู้ว่าจะพอค่าอาหารที่เด็กๆ กินไปหรือเปล่า ยังไงกรุณารับไว้ด้วยเถอะนะคะ”
เงินที่เธอนำมาให้มีเกินเจ็ดพันวอน เป็นส่วนที่เก็บแล้วเก็บอีกเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายส่วนอื่น แน่นอนว่ากยองฮาไม่ใช่คนประเภทที่จะยื่นมือออกไปรับ
“เก็บไว้เถอะครับ ไม่เป็นไรเลยครับ”
“แต่ว่า…”
“อยากทานเมนูไหนกับเด็กๆ ลองเลือกดูนะครับ เดี๋ยวผมทำให้ ใช้เวลาแป๊บเดียว”
ความเอื้อเฟื้อของกยองฮาทำเอาหญิงชรารู้สึกแสบที่ปลายจมูก มองหน้าหลานๆ ที่ส่งสายตาแทนคำพูดออกมาอย่างจริงใจแล้วเธอก็เมินไม่ลง ยอมแพ้หย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะเลือกเมนูเพียงอย่างเดียว
“อย่างนั้นขอแค่แกงเต้าเจี้ยวที่เดียวพอค่ะ”
แม้จะเข้าใจเจตนาดีว่าเธอตั้งใจแบ่งกันกินกับหลานชายหลานสาว กยองฮาก็ไม่ยอมอ่อนข้อ
“เจมินกับยุนซึลล่ะ?”
แววตายุนซึลวิบวับเปี่ยมไปด้วยความหวัง ตรงกันข้าม เจมินกลับถามขึ้นด้วยความมีวุฒิภาวะเกินตัว
“พวกเราก็สั่งได้เหรอครับ”
“แน่นอน อยากกินอะไรสั่งเลย เมนูไหนก็ทำให้ได้ทั้งนั้น”
ยุนซึลนั้นชี้ไปที่บะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษแสนน่ากินของโต๊ะข้างๆ ส่วนเจมินอยากกินติ่มซำ
“ผมเอาอันนี้แล้วกันครับ”
ติ่มซำคืออะไรเจมินไม่รู้ด้วยซ้ำ เขาเลือกเพราะว่ามันราคาถูกกว่าเมนูอื่นบนป้าย
เอาแต่คุยอย่างเดียวคงไม่ต้องกินอะไรกันพอดี ฉะนั้นเมื่อกยองฮาได้ออเดอร์ก็ตรงรี่เข้าครัว
การทำอาหารปกติแบบที่เขาคุ้นเคยวันนี้กลับดูต่างออกไป ไม่ใช่แค่การทำๆ ออกมาแล้วเอาไปเสิร์ฟเท่านั้น แต่เพราะว่ามีคนยินดีที่จะได้กินอาหารของเขาต่างหาก เมนูที่กยองฮากำลังจะทำตอนนี้เป็นอาหารที่ปรุงด้วยใจจริงเพื่อให้ทั้งสามคนได้ลิ้มรส เขามองหน้าเจมิน ต่อด้วยยุนซึล ต่อด้วยคุณยายที่เลี้ยงดูเด็กน้อยทั้งสองคนตามลำดับ จากนั้นก็หยิบวัตถุดิบออกมาเตรียมด้วยตัวเอง สมาชิกในครัวจ้องกรรมวิธีปรุงอาหารของเถ้าแก่ราววิญญาณหลุดลอยจากร่าง กยองฮาใส่ใจกับการปรุงเมนูทุกชนิดอย่างที่สุดจึงดูจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยเห็น
แกงเต้าเจี้ยวเป็นอย่างแรกที่ทำเสร็จ ตามมาด้วยบะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษและติ่มซำในเวลาไม่ห่างกันมาก
“ฮเยจี ฝากหยิบจานเล็กสามใบกับถ้วยบะหมี่เย็นแล้วตามมาหน่อยได้ไหม”
ส่วนกยองฮานั้นถือแกงเต้าเจี้ยวกับติ่มซำอยู่
“ค่า!”
อาหารสามอย่างถูกวางลงบนโต๊ะของเจมินกับยุนซึล
“ถ้าไม่อิ่มก็บอกได้เลยนะครับ”
คุณยายที่พาเจมินกับยุนซึลมารีบยกมือขึ้นโบก
“ไม่ค่ะ แค่นี้ก็เยอะมากแล้ว”
บะหมี่เย็นคลุกซอสปกติจะเสิร์ฟในปริมาณมากเพราะเป็นชามใหญ่พิเศษ กยองฮายังทำติ่มซำแถมมาให้อีกหกลูก สองคนในนั้นเป็นเด็กน้อย ดูทรงแล้วไม่มีทางกินไม่พอ… ไหนจะคิดเผื่อเตรียมจานเล็กสำหรับให้ตักแบ่งผลัดกันชิมอีก ระหว่างที่คุณยายเหม่อลอย เจมินก็โค้งศีรษะ
“ขอบพระคุณครับ”
เห็นดังนั้น กยองฮาจึงยกมือลูบหัวเจมิน
มื้ออาหารเริ่มต้นขึ้น
ยังไม่ทันที่ช้อนสามคันจะถูกหยิบขึ้นมา หญิงชราก็ออกอาการสะอึกสะอื้น หัวใจถูกสั่นสะเทือนด้วยความเมตตาที่เผื่อแผ่มาถึงพวกตน
“ฮือ ฮือ…”
“ยาย ร้องไห้ทำไมอ้ะ” ยุนซึลที่ไม่ค่อยพูดเอ่ยปากถาม
หญิงชรารีบปาดน้ำตาทิ้งทันที
“เพราะมันอร่อยมากน่ะสิ”
“ถ้าอร่อยมาก น้ำตาจะไหลเหรอ”
คุณยายพยักหน้าทั้งที่น้ำตานอง และไม่นานยุนซึลก็ชี้ให้ดูดวงตารื้นน้ำของตัวเองบ้าง
“ยาย น้ำตาหนูก็ไหล”
กยองฮาที่แอบมองภาพนั้นผ่านเคาน์เตอร์ครัวเกาหัว
‘มันเผ็ดเกินสำหรับยุนซึลรึเปล่าหว่า… วันนี้ใส่รสจัดน้อยกว่าปกติแล้วนี่นา’
***
สามคนที่กินอิ่มแล้วออกมายืนนอกร้านโดยมีกยองฮาตามมาส่ง
“คุณยายครับ”
“คะ?”
“เอาร่มคันนี้ไปดีกว่าครับ”
ร่มที่ถืออยู่ตอนนี้นอกจากจะถลอกจนไม่รู้จะถลอกอย่างไรแล้วยังมีรูรั่วอีก นี่อาจเป็นเหตุผลที่ไหล่เธอเปียกชื้นตั้งแต่แรก ครั้นนึกถึงไหล่ที่คอยบังลมฝนให้เด็กๆ กยองฮาก็ทำใจส่งกลับไปทั้งอย่างนั้นไม่ลง
“ไม่จำเป็นต้องให้กระทั่งร่ม…”
“อย่าเกรงใจเลยครับ ที่ร้านมีร่มเหลืออีกเยอะแยะ ให้ไปอีกสักคันดีกว่า เจมินเอาไปถือซะสิ กางดีๆ นะอย่าให้น้องเปียกล่ะ”
เจมินโค้งศีรษะอีกเช่นเคย
“ขอบพระคุณครับ”
กยองฮายิ้มสดใส กล่าวกับคุณยาย
“พนักงานของเราเอ็นดูเจมินกับยุนซึลมากเลยครับ ฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องค่าข้าวนะครับคุณยาย พาเด็กๆ มาได้ทุกเมื่อเลยครับ”
เมื่อเธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งอีกหน ด้านหลังกยองฮาก็มีแสงแฟลชสว่างวาบ
***
คำค้นหาเรียลไทม์อันดับหนึ่ง เป็นคำว่า โกกยองฮา
คลิปที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหานั้นหาดูได้ไม่ยากเลย
ชาเขียวเลิศสุด: เป็นคนที่จิตใจอบอุ่นเหลือเกิน น้ำตาจะไหลขอแชร์
– คิมซูมิน: จิตใจอย่างเดียวเหรอที่อบอุ่น? ภายนอกก็อบอุ่นเหมือนกันนะ
เจ้าญิ๋งอารี: ไม่ได้ดีแค่ทำอาหารเก่งอย่างเดียวนะเนี่ย ผู้ชายคนนี้มีข้อเสียบ้างไหมเนี่ย
คอมเมนต์ส่วนใหญ่ออกไปในทางชื่นชม ซึ่งแน่นอนว่าคนที่คิดกลับด้านก็ไม่ใช่จะไม่มี
โทรลเลอร์[1]: ระยะนี้ไม่ค่อยได้ออกอากาศเลยอยากทำตัวเป็นจุดสนใจมั้ง รู้สึกเหมือนจัดฉากอะ
– โคลเวอร์สี่กลีบ: ท่านผู้นี้มีอะไรให้ต้องจัดฉากด้วยไม่ทราบ
– น้องเกาลัด: สงสัยไม่เห็นข้อความใต้คลิปสินะ ลูกค้าสาขารองเป็นคนแอบถ่ายเหอะ
– อีซังกู: สังเกตตั้งแต่ไอดีแล้ว ท่าทางจะเป็นพวกเรียกร้องความสนใจนะนั่น อย่าไปสนใจเลยทุกคน เดี๋ยวเสียนิสัย
เอาเข้าจริง เมื่อกยองฮาได้อ่านข้อความต่างๆ เหล่านี้ เขากลับรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่บ้าง แค่เขาทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แสนธรรมดา กลับกลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนไปเสียนี่
……………………..
[1] โทรลเลอร์ เป็นคำเรียกคนที่เล่นเกม (ประเภท MOBA ซึ่งต้องเล่นเป็นทีม)ไม่ได้เรื่อง มักตายบ่อยจนทำให้ทีมตกที่นั่งลำบากและมักแสดงพฤติกรรมเป็นตัวถ่วง