“ค่าเหมาจ่ายรายปีต้องขอเพิ่มเป็นสามสิบล้านวอนนะ…”
เพียงอียองซุกได้ยินคำพูดคุณยายเจ้าของบ้านซึ่งยืนอยู่ตรงหน้านี้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นลำบากใจ
“ตะ ตั้งสามสิบล้านวอนเลยเหรอคะ”
“ฉันเองก็มีรายจ่ายค่าโน่นค่านี่อีกเยอะ… เข้าใจฉันหน่อยเถอะ”
ระยะเวลาต่อสัญญาแบบรายปียังเหลือ ยังไม่ต้องรีบร้อนก็จริง แต่ดูท่าการจะใช้หนี้ธนาคารให้หมดคงเป็นไปไม่ได้
“ยายจ๊ะ สามสิบล้านวอนออกจะมากเกินไป”
“เดี๋ยวนี้ค่าบ้านที่ไหนๆ ก็สูงขึ้นทั้งนั้นแหละ”
อียองซุกถอนหายใจทันที คุณยายเจ้าของบ้านก็ใจแข็งเหลือเกิน
‘อยู่คนเดียวมันก็ดี แต่โลกนี้ไม่มีใครที่ไม่มีปัญหาส่วนตัวหรอกนะยะ ถ้าใจอ่อนตลอดตัวเองนั่นแหละจะอยู่ยาก’
คุณยายเห็นว่าเรื่องที่จำเป็นต้องแจ้งก็แจ้งหมดแล้วจึงทำท่าจะจากไป
จู่ๆ ก็หันกลับมากล่าวราวส่งคำเตือนครั้งสุดท้าย
“งั้นก็ตามนี้นะ เตรียมให้ฉันด้วยล่ะ” ความหมายคือ เตรียมค่าบ้านเพิ่มไว้ให้ด้วย ไม่ก็เตรียมย้ายออกได้เลย!
อียองซุกกำลังใคร่ครวญว่าจะยืมมือขอความช่วยเหลือคนรอบข้างดี หรือจะหาวิธีให้ตนกู้ธนาคารได้มากกว่าเดิมดี ไม่ว่าจะใช้ความคิดเท่าไหร่ก็ไม่ได้คำตอบ จริงอยู่ แม้จะมีเงินสะสมไว้บางส่วนจากที่กยองฮาส่งมาให้ในแต่ละเดือน แต่สำหรับเธอ ก้อนนั้นเป็นเงินเก็บที่ไม่อาจแตะต้อง เนื่องด้วยตั้งใจว่าหลังจากนี้จะเติมเงินเพิ่มเป็นดอกเบี้ยให้กยองฮาแล้วค่อยคืนเขากลับไปทั้งก้อนใหญ่
“เฮ้อ” อียองซุกถอนหายใจหนักๆ มุ่งหน้ากลับบ้าน
ขณะนั้นเองมือถือก็ส่งเสียงดัง ครั้นยกขึ้นมาดูว่าเป็นใคร ใบหน้าเธอก็กลับมาสดใส
“ลูก!”
[ตอนนี้แม่อยู่ไหนครับ]
“แม่ออกไปซื้อของกำลังจะกลับบ้าน ทำไมเหรอ”
[ผมกำลังจะทำสัญญาเช่าบ้านแบบเหมารายปีน่ะครับ ต้องให้แม่มาช่วยดูหน่อย ใกล้ๆ แถวนี้แหละครับ… อ้อ ผมเห็นแม่แล้ว]
เมื่อวางสายก็พบกยองฮาอยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ เขาลดกระจกลงโบกมือให้
อียองซุกคล้องตะกร้ากับแขนเดินเข้าไปรับ
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ผมมีธุระแถวนี้เลยผ่านมาพอดี ขึ้นมาสิครับ”
เจ้าลูกชายถึงกับลงจากรถฝั่งคนขับมาเปิดประตูให้เธอด้วยตัวเอง อียองซุกลืมเสียสนิทว่าตนอารมณ์เสียอยู่ เปิดปากหัวเราะกว้างอย่างสุขใจ
‘อย่างน้อยฉันก็คลอดลูกชายเอาถ่านได้คนหนึ่งนะเนี่ย’
“ตะกร้าจ่ายตลาดนี่ ค่อยเอาไปทีหลังก็ได้ใช่ไหมครับ” กยองฮาถามเบาๆ
“อื้ม ว่าแต่เมื่อกี้บอกว่าหาบ้านใหม่ได้แล้วนี่มันยังไง ยังอยู่ได้ไม่ครบปีก็จะย้ายบ้านแล้วหรือ”
“สถานการณ์บังคับน่ะครับ”
อืม ถ้าสถานการณ์บังคับก็คงช่วยไม่ได้ล่ะนะ อียองซุกพยายามแทรกแซงการใช้ชีวิตของลูกชายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนใจ ไม่ถามอะไรเขาอีก
กยองฮากลับรถ ขับตรงไปยังอพาร์ทเมนท์ละแวกใกล้เคียงซึ่งเป็นอาคารที่สร้างมายังไม่ครบสิบปีดี เทียบแล้วนับเป็นอาพาร์ทเมนท์สมัยใหม่ แน่นอนว่าอียองซุกมีคำถามอื่นที่อยากรู้มากกว่า
“จะมาซื้อบ้านใหม่ใกล้ๆ แม่เหรอ แล้วร้านล่ะ? บ้านที่อยู่ตอนนี้ไม่ใกล้ร้านกว่าเหรอ”
“ไว้เข้าไปดูแล้วผมค่อยอธิบายนะครับ เดี๋ยวเราไปแวะสำนักงานอสังหาฯ กันก่อน”
นายหน้าประจำสำนักงานราวกับรออยู่แล้ว รีบวิ่งออกมารับหน้า
“ไปกันเลยนะครับ”
อาคารที่เป็นจุดหมายของทั้งสามคนคือ อพาร์ทเมนท์โครงการสาม ชั้นเก้า ห้องหมายเลขสิบสอง
‘นี่มันอพาร์ทเมนท์ของบริษัทอสังหาฯ ใหญ่นี่ ราคาคงไม่ใช่ถูกๆ…’
ห้องด้านในสะอาด สว่าง และโอ่โถงอย่างยิ่ง
“เป็นอพาร์ทเมนท์ก็จริงแต่พื้นที่กว้างขวางอย่างที่เห็นเลยครับ ห้องรับแขกก็ค่อนข้างใหญ่” ห้องน้ำก็ดูดีเช่นกัน
“เป็นไงครับ”
อียองซุกลองเปิดก๊อกน้ำดู ก่อนตอบ
“น้ำแรงดี ใช้ได้นะ ว่าแต่อพาร์ทเมนท์แบบนี้ไม่แพงหรือ ต่อให้เป็นแบบรายปี…”
“ค่ามัดจำของรายปียังไงเราก็ได้คืนนี่ครับ แม่ลองดูห้องหลักด้วยสิ”
ห้องหลักเองก็ใหญ่โตอย่างที่นายหน้าบอก จากที่เคยอยู่บ้านแคบๆ มาตลอดนับว่าบ้านเก่าไม่อาจนำมาเทียบได้เลย
“ห้องสวยดูดีจัง ครัวก็สมัยใหม่นะเนี่ย” มีกระทั่งบาร์ครัวแบบไอร์แลนด์โฮมบาร์เสียด้วย
แต่อียองซุกไม่รู้สึกอยากได้อยากมีแต่อย่างใด เนื่องจากคิดว่าที่นี่น่าจะไม่เหมาะกับเธอ
ตอนนั้นเองที่กยองฮาหันไปพูดกับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
“คุณแม่บอกว่าโอเค ท่านชอบครับ เอาที่นี่แหละครับ”
อียองซุกอึ้งไปชั่วขณะ
“เอ๊ะ? ลูกว่าไงนะ”
นายหน้าที่ค่อนข้างมีอายุมองอียองซุกด้วยสายตาอิจฉาลึกๆ
“คุณลูกชายน่ารักมากเลยนะครับ เขาว่าอยากดูบ้านให้คุณแม่ แต่เหมือนจะยังไม่ได้บอกให้ทราบ…”
“มะ ไม่ค่ะ ฉันไม่คิดจะทำสัญญาบ้านนี้นะคะ กยองฮา มานี่ มาคุยกับแม่หน่อย”
อียองซุกดึงแขนเสื้อลูกชาย เดินเข้าห้องหลักแล้วเริ่มโวยวายใหญ่โต
“แม่บอกเมื่อไหร่ว่าอยากได้บ้าน ฮึ? มาใช้เงินกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ทำไม แถมนี่ก็เงินก้อนใหญ่ด้วย… อย่าบอกนะว่าไปกู้ธนาคารมาเพื่อจะซื้อห้องที่นี่”
สำหรับลูกชายเงินก้อนนี้คงมีค่าดั่งทอง
“ผมมีเงินเยอะครับ ทุกเดือนมีกำไรเข้าเรื่อยๆ แล้วก็ไม่น้อยด้วย ผมวางแผนไว้ว่าถ้าสัญญารายปีบ้านนี้หมดก็จะพาแม่ย้ายไปบ้านใหม่ที่ดีกว่านี้อีก” กยองฮาตอบอย่างคิดดีแล้ว
“เรื่องกู้ยืมนั่น ไม่ได้ทำใช่ไหม”
“ครับ”
แบบนี้เจ้าลูกชายหาเงินได้เท่าไหร่กันแน่ เธอชักจะเดาไม่ถูกเสียแล้ว
สมัยนี้พวกที่มีรายได้ต่อปีหลักร้อยล้านก็เรียกว่าน่านับถือแล้ว แต่ดูเหมือนลูกชายเธอจะหาได้มากกว่านั้นเสียอีก…
“ถะ ถ้ามีเงินขนาดนั้นก็เก็บไว้ใช้เองเถอะ แม่ไม่เป็นไรจริงๆ”
ทว่า ปฏิเสธไปก็ไร้ผล
“แต่ผมเป็นนี่ครับ ถ้าแม่ไม่สบายใจขนาดนั้น ก็ใช้ชื่อผมนี่แหละทำสัญญา ดีไหมครับ”
เขากำลังเอาเหตุและผลมาสู้ ส่วนอียองซุกก็กำลังหาข้อโต้แย้ง
จังหวะนั้นเอง กยองฮาก็หลบผลุบออกจากห้อง เดินไปถามนายหน้าเอาดื้อๆ
“ขั้นแรก ผมจ่ายก้อนมัดจำไว้ได้เลยใช่ไหมครับ”
***
ณ ร้านขายเครื่องเคียง
แม่ของจองอูกับแม่ของฮียอนกินข้าวด้วยกัน เม้ามอยกำลังได้ที่
“พูดถึงที่สาขารอง ได้ยินว่าเถ้าแก่ทำกับข้าวให้กินด้วยตัวเองเลยนี่ ใช่ไหม”
“อือ ยองฮีเล่าให้ฟังว่าอย่างนั้นนะ”
จริงอยู่ที่ชินยองฮีเป็นหัวหน้าครัวสาขาหลักไม่ใช่สาขารอง แต่เรื่องราวต่างๆ และความเป็นไปในสาขารองนั้น เธอรู้ดีแถมยังมีส่วนร่วมไม่น้อย
“ถ้ายองฮีเล่าแบบนั้นก็คงใช่แล้วล่ะ เรื่องอื่นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก อิจฉาเรื่องนี้อยู่เรื่องเดียว พวกเราอย่างเก่งก็ได้กินแค่เครื่องเคียงของเถ้าแก่”
“เอ๊ะ? แค่เครื่องเคียงก็บุญหัวแล้วนะยะ เธอนี่พูดจาอวดดีเกินไปแล้ว”
“อะไรล่ะ คำพูดมันฟังดูอย่างนั้นเองหรอก แหม อิจฉาก็ถือเป็นอาชญากรรมรึไง”
กลางสมรภูมิสงครามน้ำลายของทั้งคู่ มีลูกค้าคนหนึ่งถือตะกร้าจ่ายตลาดเดินเข้ามา แม่ของจองอูผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแม่ค้ารีบลุกขึ้นยืนต้อนรับทันควัน
“เชิญค่ะ! โฮะๆๆ กลับมาอีกแล้วนะคะ คุณป้ากาฮเวดง”
เป็นที่รู้กันดีว่า กาฮเวดงคือย่านหนึ่งในโซลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าคนรวยมีอันจะกิน แต่เธอคนนี้ไม่ใช่เศรษฐีนีที่ไหน เป็นเพียงแม่บ้านธรรมดาของบ้านสักหลังเท่านั้น
“ฉันไม่ได้เข้ามาขัดจังหวะทานข้าวใช่ไหมคะ”
“โอ๊ยไม่เลยค่ะ วันนี้รับอะไรดีคะ”
“อืม ก่อนอื่นขอเต้าหู้ เหลือเท่าไหร่เอาหมดค่ะ”
“คะ? ที่เหลือนี่น่าจะกินได้เจ็ดคนเลยนะคะ”
“พอดีครอบครัวท่านประธานบ้านนี้ชอบเต้าหู้กันมากน่ะค่ะ แค่สองวันก็น่าจะทานหมดเกลี้ยงแล้ว อ้อ เดี๋ยวขอยำแตงกวาสำหรับห้าที่นะคะ อุ๊ย มีแอนโชวีผัดซอสด้วยเหรอ อันนี้เก็บไว้กินนานหน่อยได้ งั้นเอาสิบที่…”
เป็นเพราะลูกค้ามาแบบสายเปย์กระเป๋าหนัก เครื่องเคียงจึงร่อยหรอลงในพริบตา แม่ของจองอูรู้สึกว่าขายได้เยอะเกินไปชักจะไม่ดีเสียแล้ว
“หมดนั่น จะถือไปคนเดียวไหวเหรอคะ”
“สบายมากค่ะ มีคนขับรถรออยู่ด้านนอก”
แม่ของจองอูตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในใจกลับกำลังลอบปลอบโยนความรู้สึกขมปร่าลึกๆ
‘ซื้อขนาดนี้ คงไม่เหลือถึงเราแล้วแหงเลย’
ทันใด คุณป้าซองบุกดงผู้เป็นคู่ปรับอีกคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในร้าน
“อุ๊ยต๊ายตาย บ้านนั้นกว้านซื้อไปเสียหมดแล้วคนอื่นจะทำยังไงล่ะ”
ไหนจะสายตาเกรี้ยวกราดจนทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ไหว ไหนจะเสียงเย็นๆ ที่ตั้งใจกดให้ต่ำ บรรยากาศจึงมาคุหนัก
“ของคนเขาซื้อเรียบร้อยแล้ว ยังจะมารบเร้าเอาอะไรล่ะคะ”
“เต้าหู้นั่นก็ได้ แบ่งมาสิ” ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
“แบ่งไม่ได้ ไม่แบ่งด้วย! ทีหลังก็มาเร็วๆ กว่านี้สิ”
ดูทรงแล้วครั้งนี้ก็มีสิทธิ์เกิดหายนะเช่นครั้งก่อน ทั้งสองทุ่มเถียงกันจนเครื่องเคียงตกหกกระจาย แม่ของจองอูและแม่ของฮียอนรีบเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งคู่เพื่อห้ามทัพ
“ใจเย็นก่อนค่ะ”
“ใช่แล้วค่ะ เครื่องเคียงยังเหลืออีกนะคะ”
แต่คุณป้าซองบุกดงไม่มีความคิดที่จะถอยหรืออ่อนข้อให้แต่อย่างใด
“พูดปากเปล่าคงไม่ได้การ สงสัยต้องโทรฯ เรียนคุณผู้หญิงสักหน่อยล่ะ”
คุณป้ากาฮเวดงชะงัก
บ้านที่คุณป้ากาฮเวดงดูแลอยู่นั้นคือบ้านท่านประธานเจ้าของบริษัทเครื่องนุ่งห่ม ส่วนบ้านที่คุณป้าซองบุกดงดูแลอยู่ คือ บ้านของท่านรองประธานเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง จะเรียกว่าไม่มีอิทธิพลคงผิดแล้ว
“แหม ขู่เสียงดังเชียวนะ มาทำวางก้ามวางอำนาจอะไรแถวนี้ไม่ทราบ”
เสียงที่ดังเข้ามาจากหน้าประตูร้าน ทำให้สตรีทั้งสี่นางหันไปมองเป็นตาเดียว
“มาดาม! มาดามมาที่นี่ได้ยังไงคะ” คุณป้าซองบุกดงเอ่ยถามอย่างตกใจ
มาดามฮวางกยอง-อกผู้เป็นภรรยาของส.ส.คิมมินซอกไม่ใส่ใจตอบคำถามนั้น แต่ถามกลับด้วยเสียงเข้มงวด
“ซอนฮีสั่งมาแบบนั้นหรือคะ”
ฮวางซอนฮี คือ น้องสาวคนสุดท้องของมาดามฮวางกยอง-อก ผู้ซึ่งได้ยินเพียงชื่อกยอง-อกของพี่สาวก็ตัวสั่น…
“ปะ เปล่าค่ะ”
แม่ของจองอูกับแม่ของฮียอนถูกความตระหนกเข้าแทรก
‘คุณพระคุณเจ้า คุณป้าซองบุกดงยังต้องกลัวเชียวเหรอ’
‘คิดว่าเป็นแค่คนมีอันจะกินที่ไหนเฉยๆ ไม่นึกว่า…’
มาดามฮวางกยอง-อกกำลังประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า ต่อไปอาจต้องพบความรำคาญใจอย่างไรบ้าง
‘ร้านนี้เริ่มจะเนื้อหอมมากขึ้นทุกทีแล้วนะ คิดดูว่าขนาดยัยซอนฮีที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องกินเรื่องอยู่ยังรู้จัก แบบนี้แปลว่าลือกันไปถึงไหนต่อไหนแล้วสิ’
***
เช้ามืดวันต่อมา
“เฮือก!”
กยองฮาผวาหนักจนสะดุ้งลุกขึ้นมาครึ่งตัว ชุดนอนเปียกเหงื่อชุ่ม
“ตกใจหมด นึกว่าต้องไปเกณฑ์ทหารอีกรอบ…” เขาฝันร้ายจนเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง
สำหรับชายชาติเกาหลีทั่วไปที่พ้นการเกณฑ์ทหารออกมาได้แล้ว ความทรงจำในค่ายทหารนับเป็นอะไรที่แค่นึกก็ยังไม่อยากนึกถึง กยองฮาสะบัดหน้าซ้ายขวาแรงๆ มองนาฬิกาเพื่อดูเวลา อืม ตีห้า ห้าสิบนาที ยังเช้าเกินกว่าจะเริ่มทำอะไรๆ แต่เขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นอาบน้ำเตรียมตัวออกจากบ้าน
เมื่อขับรถไปยังโรงงานเครื่องเคียงก็ได้พบมยองฮุน
“มาแล้วเหรอ”
“ครับ หลับสบายไหมครับเมื่อคืน”
“อื้ม”
“อ้อ เฮียครับ นี่ครับ…”
มยองฮุนดันห่อผ้ามาทางเขา
“นี่อะไร”
“คุณพ่อผมทำฟาร์มเพาะเลี้ยงผึ้งครับ ท่านส่งน้ำผึ้งมาให้”
“เอามาทำไมล่ะ เก็บไว้กินกันเองเถอะ” กยองฮาอดรู้สึกเกรงใจไม่ได้
“ผมเรียนรู้อะไรจากเฮียมาเยอะแยะแต่ยังไม่มีโอกาสเหมาะๆ ให้ได้ตอบแทนบ้างเลย… แล้วก็น้ำผึ้งส่วนของผมกับจินโอมีแยกเก็บไว้ต่างหากแล้วครับ”
บางมุม มยองฮุนก็ดูสุขุมและมีความเป็นผู้ใหญ่ชัดเจน กยองฮาไม่ปฏิเสธอีก ทว่า วินาทีที่เขาอุ้มห่อผ้านั้นขึ้นมานั้น
[น้ำผึ้งอะคาเซียธรรมชาติ]
แหล่งกำเนิด: คังวอนโด
ระดับคุณภาพ: 1+
น้ำผึ้งมีความใสเป็นประกายเหลืองขาว เทียบกับน้ำผึ้งชนิดอื่นแล้วมีความพิเศษกว่าตรงที่กลิ่นหอมแรง รสชาติหวานล้ำนุ่มนวล ผึ้งแต่ละตัวจะผลิตน้ำผึ้งจากน้ำหวานของดอกอะคาเซีย เกิดเป็นสารให้ความหวานอันมีส่วนประกอบของน้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตสอยู่ด้วย
.
.
.
“น้ำผึ้งอะคาเซียนี่นา ของแพงไม่ใช่เหรอ” กยองฮาตื่นเต้น
มยองฮุนมองเขาตากลมโต กยองฮายังไม่ได้แกะห่อผ้าออกเลยไม่ใช่หรือ
“รู้ได้ไงครับเนี่ย” มยองฮุนถาม
กยองฮาได้แต่หาทางเลี่ยงตอบอ้อมแอ้มเอาสีข้างแถ
“อ้อ ก็… ห่อผ้ามันเผยอ เลยเห็นแวบๆ”
***
เมื่อปริมาณงานมากขึ้น ปริมาณคนจึงต้องเพิ่มตามไปด้วย
ร้านขายเครื่องเคียงที่กยองฮาดูแลอยู่เริ่มมีออเดอร์เข้ามาเรื่อยๆ จนล้น พนักงานหลายคนตั้งหน้าตั้งตาทำเครื่องเคียงกันจนไม่สนใจอย่างอื่นตั้งแต่เช้ามืด วันนี้ก็ด้วย กยองฮาสังเกตมยองฮุนที่ตั้งใจเรียนการทำเครื่องเคียงอยู่เงียบๆ มยองฮุนสู้สุดชีวิต ดูท่าคงอยากเรียนให้มากขึ้น เรียนได้เพิ่มอีกหนึ่งชนิดก็ยังดี
‘มยองฮุนมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาจริงด้วย ขยันมากอีกต่างหาก…’
เครื่องเคียงที่ทำเสร็จเรียบร้อยถูกลำเลียงขึ้นรถทีละชนิดเหมือนทุกครั้ง
“ขอบคุณมากครับ”
“ขอบคุณที่เหนื่อยด้วยกันครับ ทุกท่านกลับบ้านดีๆ นะครับ”
หลังจากกยองฮาส่งคุณป้าๆ ทั้งหลายเรียบร้อยก็ขึ้นรถพร้อมกับมยองฮุน
มยองฮุนจ้องนิ่งที่กยองฮาซึ่งกำลังจับพวงมาลัยรถ
“เฮียครับ”
“หืม?”
“วันนี้ทำไมขมวดคิ้วบ่อยจังครับ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“เมื่อคืนฝันว่าถูกเรียกกลับเข้าหน่วยทหารเกณฑ์น่ะ ไม่รู้ทำไมมันเหมือนจริงขนาดนี้…”
กยองฮาเล่าพลางถอนหายใจ มยองฮุนระเบิดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่าๆๆๆ ผมก็เคยเป็นครับ ฝันทีหนึ่งเศร้าไปทั้งวันเลย แค่คิดว่าต้องเข้าเกณฑ์ทหารอีกรอบก็เข่าอ่อนแขนขาไร้เรี่ยวแรงแล้วครับ”
เมื่อเหล่าชายฉกรรจ์คุยเรื่องในรั้วทหารกัน เวลาก็มักผ่านไปเร็วโดยไม่รู้ตัวเสมอ
จู่ๆ กยองฮาก็เปลี่ยนเรื่องคุย ยื่นซองที่เตรียมมาอย่างดีล่วงหน้าให้มยองฮุน
“รับนี่ไป”
“อะไรครับ”
“เบี้ยเลี้ยงพิเศษน่ะ จะเรียกว่าโบนัสงานเครื่องเคียงก็ได้”
“ไม่ต้องให้ผมหรอกครับ ผมยังเป็นแค่เด็กฝึกงานไม่ใช่เหรอครับ คราวก่อนผมก็ได้เงินเดือนของที่ทำฝั่งร้านอาหารแล้วด้วยนะครับ”
“นั่นมันคนละงานกัน รับไปเถอะ คิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะใช้งานคนฟรีๆ ไม่ให้ค่าแรง”
ใช้ใครทำงานก็ต้องคำนึงถึงหัวจิตหัวใจเขา ต้องรู้จักตอบแทนด้วยเงินบ้างอะไรบ้าง
“ลองเช็คดูแล้วกัน ถ้าน้อยเกินไปก็บอกนะ”
นั่นแหละ มยองฮุนจึงได้เปิดซองเพื่อนับเงิน
“ใส่มาให้ผมตั้งล้านวอน เยอะเกินไปแล้วครับ”
มยองฮุนรับผิดชอบงานในโรงงานเครื่องเคียงมากกว่าสามชั่วโมง ควรคิดเผื่อถึงวันหยุดให้เขาด้วย กยองฮาจับความรู้สึกได้ว่ามยองฮุนเกรงใจ เขาจึงให้เหตุผลว่า
“เรามันทรัพยากรบุคคลระดับเทพ จะให้ก็ต้องสมน้ำสมเนื้อหน่อย ว่าแต่ วันนี้มีสอบใช่ไหม”
คำถามตบท้าย กยองฮาหมายถึงการสอบเพื่อรับตราสัญลักษณ์รับรอง