รายละเอียด คงต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะรู้กัน
กยองฮาหยุดคิดความคิดเอาไว้ก่อน หันมาตอบข้อความจีฮยอนสั้นๆ
– จริงด้วย รู้ได้ไงเนี่ย
[พวกเมมเบอร์คุยกันน่ะค่ะ บอกว่าราชาอาหารตามสั่งติดอันดับคำค้นหาเรียลไทม์ หนูแคปหน้าจอไว้ตั้งแต่เมื่อวานนะ วันนี้เพิ่งจะมีเวลาส่งข้อความ]
– งานยุ่งเหมือนเดิมสิท่า คงไม่ใช่ว่าฝืนเกินไปนะ?
[ไม่แน่นอนค่ะ หนูแข็งแรงจะตาย]
เห็นลูกชายเอาแต่จิ้มมือถือ อียองซุกเลยชักสงสัย
“เรื่องสำคัญหรือเปล่า ถ้าจะคุยก็ปิดตู้เย็นก่อนดีไหม” แม่ก็คือแม่ น้ำเสียงแสดงถึงพลังความอยากประหยัดไฟ
กยองฮารีบพิมพ์ข้อความสุดท้ายตอบกลับเร็วจี๋
– จีฮยอน ตอนนี้พี่อยู่บ้านคุณแม่ อีกเดี๋ยวค่อยคุยกันนะ
[ค่ะ แฮปปี้ยามค่ำนะคะ]
การรับส่งข้อความจบลงเท่านั้น สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น กยองฮาเริ่มสอดส่องของในตู้เย็นแล้วก็พบว่ามีวัตถุดิบอยู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น กยองฮาถามแม่อย่างตรงไปตรงมา
“อยากทานอะไรครับ”
“แกงกิมจิได้ไหม”
“ได้ครับ ตู้เย็นมีหมูสามชั้นอีก ย่างให้ด้วยเอาไหมครับ”
“ดีๆ”
หากเป็นยามปกติเธอคงเสียดาย ต้องแบ่งของเหล่านี้ออกเป็นสองมื้อ แต่นี่กำลังจะได้กินข้าวพร้อมลูกชาย คงไม่ใช่เวลามานั่งประหยัดอะไรกันแล้ว
“เดี๋ยวแม่ช่วย”
“ไม่เป็นไรครับ ทำแป๊บเดียว แม่ไปนั่งพักเถอะ”
กยองฮาเริ่มเตรียมวัตถุดิบโดยเอาเนื้อหมูมาละลายน้ำแข็ง หมักรสด้วยพริกไทย… ไม่ต้องให้พูดอะไรมาก กยองฮาก็จัดการทุกอย่างได้อย่างลื่นไหล ในตู้เย็นไม่มีกิมจิเปรี้ยวเขาจึงต้องใส่น้ำส้มสายชูลงไปผัดกับกิมจิแทน อียองซุกมองภาพนั้นแล้วเกิดอยากรู้ขึ้นมา เอ่ยปากถามลูกชาย
“ไปเรียนทำพวกนี้มาจากไหนน่ะ”
“ตอนรับงานในครัวครับ”
“ที่ร้านอาหารน่ะเหรอ”
“ครับ”
“แล้วขอบคุณคนสอนทุกคนหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
เรื่องที่เขามองเห็นสูตรอาหารและดูเลเวลอาหารได้ กยองฮาไม่เคยกล่าวถึงเลยแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งกับแม่แท้ๆ ก็ไม่มีการยกเว้น
“ต้องรู้จักสำนึกบุญคุณในทุกๆ วันนะเข้าใจไหม ลูกชายแม่เก่งอยู่แล้วแม่รู้ดี ถึงอย่างนั้นถ้าได้รับความเอื้อเฟื้อจากคนรอบข้างก็ต้องหมั่นตอบแทนเขาด้วย”
“จะจำให้ขึ้นใจเลยครับ”
ลูกชายเธอเติบโตขึ้นมาก ต่างจากในอดีตเหลือเกิน ด้วยความเป็นแม่ นี่คือสิ่งที่น่าภูมิใจอย่างยิ่ง ทว่า อีกมุมหนึ่งก็รู้สึกผิดเช่นกัน
“เมื่อก่อนที่แม่บ่นบ่อยๆ ว่าทำไมไม่รู้จักหางานทำน่ะ แม่ขอโทษนะ… ไม่เคยคิดว่าลูกจะทำได้ดีจนประสบความสำเร็จขนาดนี้”
“ไม่เป็นไรเลยครับ เพราะมีแม่ ผมถึงตัดสินใจอะไรได้เด็ดขาด เป็นอีกแรงให้ผมพยายามได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ”
กยองฮาพูดไปพลางมือหั่นหอมหัวใหญ่ ต่อด้วยสับกระเทียมไปพลางอย่างง่ายดาย แกงกิมจิยังไม่เสร็จดี เขาก็ยกกระทะขึ้นตั้งไฟอีกเตาหนึ่ง รอให้ร้อนก่อนจะค่อยๆ วางหมูสามชั้นลงไปทีละชิ้น เสียงแกงเดือดปุดๆ กับเสียงเนื้อสุกฉ่าๆ ผสมผสานกันเป็นท่วงทำนองจนคนได้ยินรู้สึกอยากอาหารขึ้นมาทันใด
‘แปลกจริง กินข้าวมาแล้วแท้ๆ ยังจะหิวอีก’
ขณะเดียวกันอียองซุกก็กังวล เวลาคนเราสติไม่เต็มร้อยขาดความระวังก็จะพลาดพลั้งเอาได้ อย่างตอนนี้ น้ำมันจากหมูสามชั้นอาจจะกระเด็นถูกตัว
“ลูก เปิดเตาสองอันพร้อมกันระวังโดนมือนะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ ที่ร้านบางทีติดไฟพร้อมกันตั้งสี่เตาแน่ะ”
สี่เตาเหรอ? ขนาดอียองซุกเองยังไม่กล้าทำเลย แค่จะเลือกวัตถุดิบยังสับสน ทว่า กยองฮานั้นพอได้จังหวะที่ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าเตา เขาก็หันไปเปิดตู้เย็น หยิบเต้าหู้ พริกเต้าเจี้ยว และของอื่นๆ ออกมา
แต่มื้อนี้คงไม่สมบูรณ์แบบแน่แล้ว
‘คิดอยู่แล้วเชียว เพราะเป็นเตาใช้ในบ้านไฟเลยไม่แรงพอ กิมจิกับวัตถุดิบอื่นๆ ก็คนละแบบ…’
จะปรุงให้ได้เลเวล 4 คงไม่ไหว
ครู่หนึ่งให้หลัง กยองฮาก็หันไปบอกแม่
“เสร็จแล้วครับ”
แกงกิมจิถูกวางลงบนโต๊ะ ตามด้วยหมูสามชั้นย่างสีทองสวย ข้าวในหม้อหุงแรงดันก็มีเหลือเฟือเกินพอ
“ลองชิมดูครับ”
อย่างที่คาดไว้ไม่ผิด แกงกิมจิเป็นเลเวล 3 เช่นเดียวกับหมูสามชั้นย่าง
วัตถุดิบในตู้เย็นของแม่ไม่ใช่วัตถุดิบชั้นดี แถมสภาพครัวก็ไม่เอื้อให้ปรุงอาหารได้เต็มที่ อันดับแรกคือไฟอ่อนเกินไป
แต่แล้ว!
เพียงรสชาติเลเวล 3 ก็พอให้อียองซุกก็อุทานออกมาไม่หยุด
“ฮรวบ… ตายแล้ว โอ้โห อร่อยอะไรขนาดนี้ งั่มงั่ม… หมูสามชั้นย่างก็สุกกำลังพอดี…”
คำพูดเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งแกงทั้งเนื้ออร่อยขนาดนี้ ข้าวสวยจึงอร่อยตามไปด้วย เคี้ยวกลืนได้เรื่อยๆ
ตุก
ท้องเริ่มอิ่มจนเสียงกระดุมเสื้อดัง ปลุกเธอให้คืนสติ หมูสามชั้นย่างก็ลดจำนวนลงฮวบฮาบ ส่วนแกงนั้นไม่ต้องสืบ อียองซุกเพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกชายเอาแต่คีบเครื่องเคียงแห้งๆ เข้าปาก
“ยะ อย่าบอกนะว่าแม่กินหมดเลย?”
เป็นไปได้ เพราะเธอยังไม่เคยลิ้มรสแกงกิมจิกับหมูสามชั้นย่างที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย
“เปล่านะ ผมกินแล้วเหมือนกัน”
แม้จะตอบไปแบบนั้น แต่ในถ้วยข้าวกยองฮากลับไม่เปื้อนน้ำมันจากหมูสามชั้น และไม่มีร่องรอยน้ำซุปแกงแม้แต่น้อย
“ทำไมไม่คีบแยกไว้ต่างหาก ฮึ?” อียองซุกยังดุเขาอีก
***
YM เอ็นเตอร์เทนเมนท์
หัวหน้าคังอี-กวอนกำลังออกอาการกระวนกระวาย
“ผู้จัดการชา ได้ไปเจอคุณโกกยองฮาแล้วใช่ไหม”
ผู้จัดการชายงเทตอบตรงๆ ไม่ปิดบัง
“เห็นว่ายังไม่กลับเกาหลีเลยครับ แต่ผมยื่นนามบัตรให้พนักงานที่ร้านไว้แล้วเรียบร้อยครับ”
“ติดต่อกลับมารึยัง”
“ยังเลยครับ”
คังอี-กวอนเดาะลิ้น ส่งเสียงตำหนิ
“จึ๊ๆ แค่ยื่นนามบัตรก็ถือว่าได้เรื่องแล้วเรอะ ไปใหม่อีกรอบเลยนะ ฉันลองเช็คตารางดูเห็นเขากลับมาแล้วนี่”
“ตะ ตอนนี้เหรอครับ? ถ้าไปตอนนี้มันจะเป็นเวลามื้อเที่ยงนะครับ”
“ตอนนี้สำคัญที่มื้อเที่ยงหรือไง ไม่งั้นจะไปตอนไหน ไปหลังจากที่คนอื่นชิงตัวเขาไปแล้วงั้นเรอะ เคยบอกแล้วไงว่าไม่ใช่แค่เรา เอเจนซี่บริษัทอื่นอีกเยอะแยะก็จ้องเขาอยู่ตาเป็นมันเหมือนกัน”
กฎเหล็กข้อหนึ่งของแมวมอง คือ ต้องรู้จักคว้าจังหวะเหมาะๆ ให้ได้! ใครก็ตามที่อยู่ภายใต้บริษัท YM เอ็นเตอร์เทนเมนท์ย่อมต้องรู้กฎนี้เป็นอย่างดี ครั้นชายงเทไม่อาจหาอะไรมาโต้แย้งได้อีกจึงโค้งศีรษะลงทันที novelgu.com
“เดี๋ยวผมมาครับ”
ชายงเทออกจากห้อง เดินผ่านทางเดินในตึกก้าวเข้าลิฟต์ บ่นอุบอย่างไม่พอใจ
การทำหน้าที่แมวมองหาคนโดยเลือกเอาตามท้องถนนนั้นสบายกว่ามาก ขอเพียง ‘เป็นงาน’ และรู้จักจัดแจงนัดพบพูดคุยล่วงหน้าได้ก็ไม่มีอะไรให้ยุ่งยากใจ แต่โกกยองฮาที่เขากำลังจะไปขอพบในตอนนี้ กระทั่งนัดยังนัดไม่ได้เลย
ชายงเทลงมาถึงลานจอดรถชั้นใต้ดิน เปิดประตูรถเข้าไปนั่ง
“ช่วงเที่ยงคนคงล้นหลาม ช่างเหอะ รอนานหน่อยก็ทนๆ เอาแล้วกัน”
เขาเพิ่งมาที่นี่เมื่อวันก่อนนี้ จึงค้นพบว่าเหล่าลูกค้าหน้าร้านฮันอุลสาขารองอยู่ในสภาพพร้อมเกรี้ยวกราดได้ทุกเมื่อ ต่อให้บอกว่ามาที่นี่เพราะมีธุระสำคัญก็ไม่มีใครยอมเชื่อ แค่จะยื่นนามบัตรเขายังต้องต่อคิวเหมือนคนอื่นๆ วันนี้ก็คงไม่มีอะไรต่าง ชายงเทพารถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถหลังตึก ก่อนเดินไปยังฮันอุลสาขารอง จากนั้นเขาก็ต้องอ้าปากค้างขากรรไกรแทบร่วง อยากจะเป็นลมล้มทั้งยืน
“ถะ แถวอะไรมันจะยาวขนาดนั้น” ดูราวกับงูยักษ์อนาคอนด้ากลางป่าดงดิบแอมะซอนอันไพศาลไม่มีผิด
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด จำนวนคนที่มาต่อแถวก็เพิ่มขึ้นทีละคนสองคน หากเขาต่อแถวช้ากว่านี้สักนิดเดียวล่ะก็เวลาที่ต้องรอก็จะยืดยาวออกไปอีก คิดได้ดังนั้นชายงเทจึงรีบรุดไปยืนที่ท้ายแถว แต่แล้วจู่ๆ ก็มีมือยื่นมาจิ้มไหล่ จึกๆ
“อะแฮ่ม ‘โทษนะครับ ตรงนี้ไม่ใช่ท้ายแถว”
ชายงเทหันกลับไปมอง ก็เห็นชายอายุราวๆ สามสิบกว่ายืนจ้องเขาอยู่อย่างไม่สบอารมณ์
“…งั้นต้องไปตรงไหนครับ”
“ต้องกดบัตรคิวก่อน แล้วไปสุดทางฝั่งโน้นเลยครับ”
ชายคนนั้นชี้ไปทางถนนที่มีรถสัญจร ชายงเทมุ่งตรงไปอย่างไร้ทางเลือก ในใจก็อดรู้สึกสะพรึงไม่ได้
‘แถวขดซ้อนกันสี่ชั้นหรอกเหรอเนี่ย?’
หรือที่เป็นแบบนี้เพราะแต่ละคนตั้งตารอให้กยองฮากลับมา? แถวยาวยิ่งกว่าปกติไปอีก ชายงเททำได้แค่กดบัตรคิวก่อนจะเดินไปจนสุดถึงท้ายแถว จากนี้เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องต่อสู้กับความอดทนของตัวเองแล้ว แถวสั้นลงบ้างก็จริงแต่ก็ยังมองข้างหน้าไม่เห็นอยู่ดี ผ่านไปเช่นนั้นหนึ่งชั่วโมงเต็มจึงได้เริ่มเห็นประตูร้านรำไร
“คิวที่สองร้อยเจ็ดครับ!”
ผู้ชนะการต่อสู้กับความอดทนของตัวเองหมายเลขสองร้อยเจ็ดและพรรคพวกสามารถเข้าไปในร้านจนได้ แน่นอนว่ารอบของชายงเทยังอีกยาวไกล หมายเลขในมือของเขาคือสองร้อยเจ็ดสิบแปด
***
ณ เวลานั้น ภายในร้านฮันอุลสาขารอง
พนักงานต่างกำลังยุ่งวุ่นวายมือไม้เป็นระวิงยิ่งกว่าช่วงปกติ
“โต๊ะสาม แกงเต้าเจี้ยวสาม ติ่มซำหนึ่งครับ!”
“ช่วยเคลียร์โต๊ะให้หน่อยได้ไหมคะ”
“ครับ ไปเดี๋ยวนี้ครับ!”
กยองฮาจ้างพวกเขาให้มีงานทำ จ่ายเงินเดือนพวกเขาอย่างใจกว้าง มีของฝากให้พวกเขาหลังกลับมาจากต่างประเทศ เกือบลืมไปแล้วเชียวว่านี่เป็นความรู้สึกของการได้รับโบนัส ทั้งที่การดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะมีเถ้าแก่สักกี่คนกันที่ใส่ใจพวกเขาขนาดนี้ ความรู้สึกในหัวใจพวกเขาก่อเกิดเป็นพลังที่อยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อยากเคลื่อนไหวให้กระฉับกระเฉงว่องไวที่สุดยิ่งกว่าที่ผ่านมา
สถานการณ์ทางฝั่งครัวเองก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน
‘ทุกคนดูตั้งใจทำงานกว่าปกติอีกแฮะ’
กยองฮาคิดในใจอยู่หลังฉากกั้นเมื่อมองพนักงานในห้องอาหารซึ่งทำงานกันได้เรียบร้อยลื่นไหลดี
เรื่องที่ดูยาวนานราวกับไร้จุดสิ้นสุดก็มีช่วงขยับเข้าใกล้จุดพักยกเหมือนกัน จุดที่ว่าก็คือช่วงพักนั่นเอง
“เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้วเหรอ เฮ้ย ซองช่อล!”
“ครับเถ้าแก่!”
วันนี้ดูเหมือนเสียงตอบจะทรงพลังไม่เบา ครั้นซองช่อลมาถึงหน้าครัว
“ปิดเครื่องกดบัตรคิวแล้วใช่ไหม” กยองฮาถาม
“ปิดแล้วครับ”
“ยังเหลือลูกค้ารออยู่อีกกี่กลุ่ม”
“น่าจะสักเจ็ดกลุ่มครับ”
กยองฮาลอบกลืนน้ำลาย เพราะแม้ลูกค้าที่แน่นเต็มร้านในตอนนี้จะลุกออกไป ดูทรงแล้วเขาก็ยังต้องทำอาหารให้กับลูกค้าอีกถึงเจ็ดกลุ่ม ไม่มีงานที่คนทำแล้วไม่เกิดความผิดพลาดฉันใด ช่วงรับประทานอาหารของลูกค้าก็มีวันคลาดเคลื่อนได้ฉันนั้น แต่จะบอกอย่างใจจืดใจดำให้ลูกค้าที่รับบัตรคิวแล้วกลับมาใหม่อีกสองชั่วโมงให้หลังก็ทำไม่ลง เหลืออีกราวๆ สิบนาที กยองฮาจึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
“รับถึงแค่นั้นก็พอ”
“ครับ!”
***
ชายงเทยกนิ้วแตะน้ำลายจิ้มปลายจมูกอยู่หลายหน
ด้วยไม่ค่อยได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ขาของเขาถึงกับเป็นเหน็บชาไปแล้ว ตอนนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการได้รับบัตรคิวเป็นเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้าย ไม่เคยสักหนที่จะนัดพบใครสักคนแล้วต้องลำบากลำบนขนาดนี้ นึกย้อนทวนความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่าก็นึกไม่ออก อย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้รับความสะดวกสบาย มีการต้อนรับขับสู้ให้เขาได้นั่งเก้าอี้รอ ความสงสัยไม่แน่ใจเริ่มวิ่งผ่านสมอง
‘คนคนนี้คุ้มค่าพอให้เราต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ’
บริษัท YM เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ถือเป็นบริษัทเอเจนซี่ดูแลดารานักแสดงชั้นนำอันดับที่สามของประเทศเกาหลี หากพูดถึง ‘กุ๊กแชนแนล (รายการไลฟ์สดทำอาหาร)’ ก็รู้ได้ทันทีว่าครองกระแสนิยมอยู่ในปัจจุบัน ความโด่งดังนั้นคงไม่มีอะไรต้องกล่าวเพิ่ม ส่วนคนที่จะต้องนัดพบในวันนี้คือราชาอาหารตามสั่งซึ่งเลื่องชื่อในด้านความเป็นเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเกาหลี ฉะนั้นบทบาทของเขาจัดว่าเข้าทางบริษัท ทั้งยังมีชื่อเสียงขึ้นมาจากรายการท็อปเชฟ ได้ไปทัวร์ต่างประเทศอยู่บ่อยๆ อีกด้วย
‘นึกแล้วเชียว หัวหน้าดูท่าจะมองแต่ผลประโยชน์ตรงหน้าอยากแต่จะรีบคว้าเอาไว้ เราควรต้องมองการณ์ไกลเผื่ออนาคตยาวๆ มากกว่านะ…’
ประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็นได้ถึงตรงนี้ แถวลูกค้าก็หดสั้นลงจนถึงคิวเขาในที่สุด
“คิวที่สองร้อยเจ็ดสิบแปดใช่ไหมครับ เชิญด้านในเลยครับ”
ซุนกุกซึ่งเป็นคนขานคิวสังเกตเห็นขาของชายงเทก้าวอย่างซวนเซ จึงขยับเข้าใกล้
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“อ้อ ไม่เป็นไรครับ”
ลูกค้าที่เข้ามาในร้านก่อนหน้าได้กินกันแล้ว
‘กินอะไรกันมูมมามขนาดนั้น… หรือเพราะใกล้เวลาพักเบรกร้าน?’
ซุนกุกต้อนรับอย่างใจดีมีมารยาท
“เชิญนั่งครับ จะสั่งอะไรดีครับ”
“ผมไม่ได้มาทานอาหารครับ แค่อยากมาพบเถ้าแก่ ไม่ทราบว่ายังจำได้หรือเปล่า ผมคือคนที่เมื่อวานฝากนามบัตรเอาไว้น่ะครับ”
“อ่า จำได้ครับ รอสักครู่นะครับ”
ไม่นานกยองฮาก็เดินตามซุนกุกออกมา ถอดหมวกกุ๊กออก ก่อนเอ่ยปากถาม
“ต้องการพบผมหรือครับ”
ชายงเทพูดอะไรไม่ออก ไม่อาจตอบคำถามในทันทีได้ เอาแต่เงยหน้าเหม่อมองกยองฮา
‘ได้เห็นตัวจริงคนยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่ ไม่ต้องพึ่ง ‘มุมกล้อง’ เลยมั้งเนี่ย’
หินในตมจำต้องผ่านการเจียระไนเสียก่อนจึงจะเฉิดฉายเปล่งประกายดั่งเพชร
สำหรับชายงเท วินาทีนี้การได้พบใบหน้ากยองฮาดูเหมือนจะคุ้มค่าขึ้นมาอย่างมากทีเดียว