สามีซึ่งแต่เดิมไม่รับประทานถั่วงอก กลับคีบถั่วงอกเข้าปากหน้าตาเฉย ภรรยาที่มองอยู่ ยิ้มบางๆ ไม่กระโตกกระตาก ในที่สุดคนเป็นสามีก็ดันถ้วยข้าวว่างเปล่ามาตรงหน้าเธอ ดูจากมือที่ยังจับตะเกียบไว้มั่น แปลว่า ขอเติมข้าวอีก
เธอตักข้าวเติมให้เงียบๆ เก็บงำความคิดของตัวเองไว้
‘ท่าทางจะอยากรู้ว่าฉันเป็นคนทำเครื่องเคียงเองหรือเปล่า แต่เผอิญเป็นผู้ชายแสนดีปากหนัก เลยไม่ยอมถามสินะ…’
หรือต่อให้เขาถามขึ้นมาจริงๆ มาดามฮวังกยองอ๊กคนนี้ก็ไม่คิดจะตอบตามตรงหรอก
***
‘หือ สงสัยซื้อมาเองหมดนี่แน่เลย’
ทันทีที่ซุนกุกมาเข้างาน ก็เห็นเก้าอี้และเครื่องกดบัตรคิวอัตโนมัติตั้งรออยู่แล้ว
“พี่กยองฮา เก้าอี้ยาวๆ ด้านนอกนั่นใช่เก้าอี้นั่งรอสำหรับลูกค้าหรือเปล่าน่ะครับ”
“อื้ม ตัวหนึ่งน่าจะนั่งได้สักสี่คนสบายๆ”
“แล้วเครื่องกดบัตรคิวตรงแคชเชียร์นั่น ติดตั้งเรียบร้อยแล้วหรือครับ”
“อันนั้นเสียบปลั๊กก็ใช้ได้เลย จากนี้ไม่ต้องมานั่งฉีกกระดาษจดเอาทีละแผ่นแล้วนะ กดคิวแจกได้เลย”
“ครับ ผมต้องเรียนรู้ใจบริการจากพี่ให้มากกว่านี้ซะแล้ว สุดยอดเลย… ต่อไปนี้ทั้งผมทั้งลูกค้าบอกได้เลยว่า สบายยย!”
ที่จริง เครื่องกดบัตรคิวอัตโนมัติไม่ใช่ของที่ควรตั้งอยู่ในร้านอาหารตามสั่ง เพราะมันเป็นอะไรที่แสนจะไม่เข้ากัน ทั่วประเทศนี้จะมีร้านตามสั่งกี่ร้านกันที่ติดตั้งของอย่างเครื่องกดบัตรคิว…
“ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว อ้อ เดี๋ยวจะต้องย้ายเก้าอี้ มาช่วยยกหน่อยได้มั้ย”
“ครับพี่”
กยองฮาและซุนกุกช่วยกันยกเก้าอี้ยาว คนหนึ่งจับด้านหน้า อีกคนจับด้านหลัง เขยิบตามกันขึ้นไปยังชั้นสองที่มีห้องสำนักงานว่างเปล่า ไม่มีเครื่องเรือนเลยสักชิ้นเดียว
“โล่งโจ้งมากเลยครับห้องนี้”
“ก็เลยต้องเอาเจ้านี่เข้ามาตั้งไง”
จากวันนี้ไป ห้องนี้จะใช้เป็นห้องสำหรับให้ลูกค้าเข้ามานั่งรอ นับวัน ลูกค้าสาขารองยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งต่อแถวยาวเหยียดออกไปจนถึงถนนที่รถสัญจร
กยองฮาแก้ปัญหาโดยการปรึกษากับเถ้าแก่อันอิลเทก่อน ไม่นานหลังจากนั้นก็ทำสัญญาเช่าห้องสำนักงานที่ว่างลงแห่งนี้ ข้อตกลงคือ อันอิลเทเป็นผู้รับผิดชอบเงินค้ำประกันทั้งหมดในจำนวนสี่สิบล้านวอน ส่วนกยองฮานั้นรับผิดชอบจ่ายค่าเช่ารายเดือนในจำนวนเดือนละห้าแสนวอน
ข้อตกลงในสัญญาเขียนไว้ว่า การจ่ายค่าเช่าขอให้เป็นไปตามลักษณะเดียวกับสัดส่วนการแบ่งกำไรสุทธิจากรายรับของสาขารอง นั่นก็คือ 7:3 ดังนั้น อันอิลเทรับผิดชอบจ่ายสามแสนห้าหมื่นวอน ส่วนกยองฮาจ่ายหนึ่งแสนห้าหมื่นวอน
“ดูดีๆ เก้าอี้นี่ไม่ใช่ของใหม่นี่ครับ” ทันทีที่วางเก้าอี้ลงซุนกุกก็ถามกยองฮา
“มือสองน่ะ พี่ว่าเราไม่จำเป็นต้องซื้อของใหม่เอี่ยมแพงๆ ก็ได้ เพราะลูกค้านั่งแค่เดี๋ยวเดียวก็ลุก”
“ก็ถูกของพี่ แต่เราจะตั้งแค่เก้าอี้อย่างเดียวเหรอครับ”
“อย่างเดียวไม่ได้สิ มุมตรงหน้าต่างจะตั้งทีวี ฝั่งตรงข้ามกะจะให้เป็นตู้กดน้ำ ถังขยะ แล้วก็ชั้นวางนิตยสาร”
สัดส่วนการจัดซื้อวัสดุและเครื่องใช้ต่างๆ ก็ 7:3 เช่นเดียวกัน
อันอิลเทรับภาระไป 70% ส่วนกยองฮารับไป 30% กระนั้นก็ไม่ใช่เงินจำนวนมากมายขนาดจะทำให้ขนหน้าแข้งร่วง
เมื่อวางเก้าอี้จนครบ จัดแจงดูความเรียบร้อยอีกเล็กน้อย ทั้งคู่ก็เดินกลับลงมา
ระหว่างเดิน ซุนกุกก็เอ่ยปากถามกยองฮา
“ว่าแต่พี่ครับ ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ห้องสำนักงานเมื่อกี้ค่าเช่าไม่แพงหรือครับ กำไรของร้านเราไม่น่าเยอะขนาดนั้น ผมเลยคิดว่า เราจำเป็นถึงขนาดจะต้องจัดห้องไว้รับรองลูกค้าเลยเหรอ…”
“ค่าเช่าไม่ได้แพงเท่าไหร่ เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้องเล็กนิดเดียวเอง อีกอย่างพี่วางแผนอื่นไว้ด้วยอีกนิดหน่อย…”
“แผนอื่นอะไรครับ”
“พี่จะปล่อยเป็นพื้นที่สำหรับเช่าโฆษณาของดีแต่ละภูมิภาคน่ะ มากันสักหกที่ก็น่าจะได้ค่าเช่าเดือนหนึ่งพอดี พี่ถึงได้คิดจะซื้อทีวีไง”
ที่ไหนที่มีคนมารวมกันเยอะๆ พวกโฆษณาก็มักจะห้ำหั่นเพื่อแย่งชิงพื้นที่กันอยู่แล้ว
ซุนกุกส่งเสียงอุทาน
“โห วางแผนไว้ซะละเอียดขนาดนี้เชียว วันนี้ผมได้เรียนรู้จากพี่ชุดใหญ่เลยนะเนี่ย มีอะไรที่พี่ทำไม่ได้บ้างไหมครับ ทำอาหารก็โคตรเก่ง เรื่องโน้นเรื่องนี้ก็รู้ดีอีก ไหนจะ…”
“หยุดเพ้อเจ้อได้แล้วน่า ปะ เตรียมตัวเปิดร้านกัน” กยองฮาชักเขิน จึงรีบตัดบท
***
รถยนต์ซีดานคันงามกำลังเคลื่อนตัวออกจากโรงจอดรถของคฤหาสน์หรู บทสนทนาโต้ตอบภายในรถเป็นไปอย่างสบายๆ
“… ร้านนั้นว่ากันว่าถ้าไปช้าแค่นิดเดียวคนก็ออกันแน่นแล้วนะครับ” ผู้พูดนั่งอยู่ตรงเบาะหน้า เขามีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาคนสนิท ซึ่งตลอดเวลาจะคอยรายงานเจ้านายทุกเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
ไม่มีทางที่คิมมินซอกจะได้ยินแค่ผ่านๆ ทว่า ใบหน้าเขาแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย
‘ยังอิ่มอยู่เลยนะ…’
ก็ดันกินข้าวเข้าไปตั้งสองถ้วย
เครื่องเคียงเจ้าปัญหานั่นแหละที่เป็นตัวขยายกระเพาะของเขา กระเพาะมนุษย์นั้นยืดได้หดได้ตามแต่สิ่งที่กินเข้าไป และมาตรวัดก็อยู่ที่ว่า สิ่งที่กินไปนั้นมีรสชาติหรือไม่มีรสชาติ กล่าวคือ อาหารที่ไม่อร่อยกินไปกระเพาะก็หด ส่วนอาหารอร่อย ยิ่งกิน กระเพาะก็ยิ่งยืดนั่นเอง
“ท่านส.ส.?” ที่ปรึกษาหันหน้ามาทั้งตัวเพื่อถามอีกครั้ง เนื่องจากยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับ
คิมมินซอกทนไม่ไหว จึงเอ่ยตอบ
“รู้แล้วๆ ที่จริงเมื่อเช้าฉันลืมตัวกินเยอะเกินไป… แล้วเธอก็รู้ไม่ใช่หรือไง ฉันมีนัดกินข้าวกับท่านส.ส.คิมเที่ยงนี้อีก”
“ไม่เห็นต้องรับประทานจริงๆ นี่ครับ โพสท่านิดๆ หน่อยๆ เอาก็ได้ ไม่มีปัญหาหรอกครับ”
ถึงอย่างไร เป้าหมายวันนี้ก็แค่สร้างภาพให้อาณาประชาราษฎร์ได้เห็นเท่านั้น ได้รูปถ่ายมุมดีๆ สักช็อตสองช็อตก็จบข่าว
“ก็จริง”
ไม่รู้เพราะคลายใจลงแล้วหรืออย่างไร หน้าตึงๆ เมื่อครู่ก็ผ่อนลงเช่นกัน
“นายลี ไปอีกไกลไหม”
“อีกประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้วครับ”
คิมมินซอกลูบพุงที่ป่องกลมออกมาเป็นลูก
ใครว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วจะไม่แก่ เขาต้องใส่ใจดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะยังอยากแก่ตัวไปอย่างมีคุณภาพ ตอนนี้อาหารเช้าในพุงน่าจะยุบลงไปบ้าง นับว่ายังดีโนเวลกูดอทคoม
“ถึงแล้วครับ” คนขับรถรายงาน
ที่ปรึกษาลีรีบไปเปิดประตูด้านหลังให้คิมมินซอกลงจากรถตามมา เขาชี้ร้านฮันอุลสาขารองที่อยู่เบื้องหน้าพลางพูด
“ที่นี่แหละครับ”
ความรู้สึกแรกที่กระทบใจคิมมินซอกคือ ‘ไม่ปลื้ม’
‘ปกติไปแต่ร้านใหญ่ๆ ร้านนี้เลยดูเล็กกระจิดเดียวเอง หรือเพราะเป็นร้านตามสั่ง? จะว่าไป… นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้เข้าร้านอะไรแบบนี้’
ถ้าจะให้ย้อนเวลาว่านานแค่ไหนจริงๆ ล่ะก็ คงต้องตอบว่า ตั้งแต่สมัยหลังเขาแต่งงานโน่นล่ะมั้ง โชคดีที่บ้านเดิมของศรีภรรยาค่อนข้างไฮโซ การกินอยู่ของเขาจึงหรูหราไฮโซตามไปด้วย
คิมมินซอกทิ้งความคิดในหัวไว้เบื้องหลัง ก้าวขาเดินตามที่ปรึกษาเข้าไปในร้าน
ซุนกุกยืดหลังคลายเมื่อยจากการจัดโต๊ะให้เข้าที่เป็นระเบียบ ขณะเดียวกันก็มองนาฬิกาบนผนังไปด้วย
10 โมงตรง…
จากนี้จะเป็นเวลาที่เขาต้องดูแลลูกค้าอีกมากมาย
“ยินดีต้อนรับครับ สองท่านใช่ไหมครับ” ซุนกุกโค้งคำนับ ทักทายอย่างจริงใจ
หงึก
เมื่อที่ปรึกษาพยักหน้า ซุนกุกปล่อยลูกค้าตามสบาย เพราะเป็นลูกค้ากลุ่มแรกของร้าน
“เลือกที่นั่งได้ตามสบายเลยนะครับ”
ที่ปรึกษาลี ใช้สายตาว่องไวเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ เลือกโต๊ะที่ไร้หน้าต่างแต่มีแสงสว่างจากหลอดไฟ
“ตรงนี้เหมาะเจาะ เชิญนั่งครับ”
คิมมินซอกนั่งลงเงียบๆ ตามคำแนะนำ จากนั้นสำรวจเมนูที่กางอยู่ใต้แผ่นกระจกบนโต๊ะอาหาร
“ที่นี่เมนหนูไหนดังที่สุด… ไม่สิ อะไรอร่อยที่สุดเหรอ”
เขาถามทั้งๆ ที่ความอยากอาหารไม่มีแม้แต่น้อย แต่ที่เขายังดั้นด้นตามหาร้านอร่อย เหตุผลเดียวเลยคือ ผู้คนในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค!
เขาอยากมีความรู้สึกร่วมกับคนอื่นๆ เท่านั้นเอง
การสื่อสารและการได้มีความรู้สึกบางอย่างร่วมกันในสังคมยุคปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น อินเทอร์เน็ตยังเป็นช่องทางอันแนบเนียนที่จะสามารถช่วยให้เขาเข้าถึงความนิยมชมชอบจากหมู่เยาวชนมากมายได้ด้วย
และบางที ความนิยมชมชอบนั้นก็นำพามาซึ่งคะแนนเสียง
ซุนกุกผู้ไม่มีทางรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรในใจ เขาตอบไปอย่างถ่อมตน
“แกงเต้าเจี้ยวครับ หรือข้าวผัดกิมจิก็สั่งกันเยอะเหมือนกันครับ”
“ถ้าอย่างนั้นขอแกงเต้าเจี้ยวก็แล้วกัน”
“ได้ครับ กรุณารอสักครู่นะครับ”
รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ ที่ปรึกษาลีก็ไม่รอช้า ยกกล้องถ่ายรูปที่มีเลนส์ติดหน้ากล้องขึ้นมาทันที สมัยนี้แม้กล้องสมาร์ทโฟนจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากแล้ว แต่เขายังคงใช้กล้องถ่ายรูปเหมือนเดิม
ทั้งคู่ทำงานร่วมกันมาไม่ใช่แค่ปีสองปี มองหน้าก็รู้ใจโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย เห็นได้ชัดจากท่าทางที่คิมมินซอกตักแกงขึ้นมาหนึ่งช้อนพูน แล้วอ้าปากค้างไว้
ซุนกุกที่ยืนมองเงียบๆ อยู่ในห้องอาหารรู้สึกได้ถึงความไร้สาระอย่างยิ่งยวด
‘โตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่กันแล้วยังเล่นอะไรกันอยู่อีกล่ะนั่น’
ที่ปรึกษาลีไม่สนใจสิ่งรอบข้างใดๆ ทั้งสิ้น กดชัตเตอร์ไปครั้งหนึ่ง
“ขออีกรูปนะครับผม”
บอกเช่นนั้น แต่นิ้วกลับไม่ได้กดลงที่ชัตเตอร์
เหตุผลคือ รูจมูกของท่านส.ส.กำลังขมุบขมิบ เดี๋ยวก็หุบเข้าเดี๋ยวก็บานออก
‘ถ่ายท่านี้ ออกมาน่าเกลียดแน่นอนครับท่าน’
แต่คิมมินซอกห้ามตัวเองไม่ได้ ครั้นกลิ่นหอมของแกงโชยเข้าสู่รูจมูก ก็ไปกระตุ้นสัญชาติญาณมนุษย์ที่อยากลิ้มรสอาหารให้ทำงานขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เขาส่งแกงทั้งช้อนเข้าปากไปแล้วด้วยซ้ำ
‘นี่มัน!’
แกงเต้าเจี้ยวถ้วยนี้รสชาติเยี่ยมสุดหลุดมิติยิ่งกว่ายำถั่วงอกที่เขากินอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อเช้าเสียอีก ตาของเขาเบิกกว้าง กระเพาะก็เหมือนจะขยับขยายขนาดตัวเองออกไปอีก
ภาพการตักแกงเต้าเจี้ยวฮวบเข้าปากอย่างดุดันหนักหน่วง ทำเอาที่ปรึกษาลีตกใจไม่ใช่น้อย
“ท่านส.ส. ไหนท่านบอกจะไม่รับประทานแล้ว…”
สิ้นคำพูด เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาอันดุดันที่จ้องกลับมา ราวสัตว์นักล่าที่กำลังฉีกกระชากเคี้ยวเนื้ออยู่อย่างดุร้าย คล้ายเป็นการเตือนว่าอย่าได้รบกวนเชียวนะ
ณ ตอนที่สติซึ่งบินหายไปครึ่งหนึ่งกลับมาสู่ร่างอีกครั้ง หม้อดินที่เคยมีแกงอยู่เต็มปริ่มก็ว่างเปล่า คิดถึงแกงเต้าเจี้ยวสมัยก่อนที่แม่เคยต้มด้วยหม้อเหล็กใบโต ร้อนๆ ควันฉุยๆ จับใจ…
ตั้งแต่เติบใหญ่เขาก็คิดถึงรสชาตินี้มากเหลือเกิน จึงได้เทียวไปเทียวมาตามหาร้านอร่อยทั่วแคว้นแดนเกาหลี ทว่า รสชาติที่คาดว่าคงจะไม่มีโอกาสลิ้มรสอีกต่อไปแล้วในชีวิตนี้ ดันมาโผล่ที่นี่ได้อย่างน่าประหลาดใจ
ไม่ใช่ร้านอาหารเกาหลีเฉพาะทางเสียด้วย เป็นแค่ร้านตามสั่งธรรมดา
หากจะให้สาธยายรสชาติอย่างละเอียด คงต้องบอกว่าแกงมีจุดต่างอยู่เล็กน้อย นั่นคือความกลมกล่อม แบบหนึ่งกลมกล่อมอ่อนโยน อีกแบบหนึ่งกลมกล่อมสดชื่น
คิมมินซอกลืมกระทั่งจุดมุ่งหมายเดิมที่เขาแวะเข้ามา เรียกหาซุนกุกด้วยความร้อนใจ
“นี่ น้องๆ เรียกคนทำแกงถ้วยนี้ให้หน่อยได้ไหม”
เคราะห์ดี ตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงที่ร้านยุ่งจัด
“พี่กยองฮา ลูกค้าเรียกหาแน่ะครับ”
“พี่เหรอ?” กยองฮาถามซ้ำ
ซุนกุกกระเถิบไปใกล้หูกยองฮา ก่อนจะกระซิบ
“ครับ สงสัยมีเรื่องอยากจะพูด แต่เหมือนจะเป็นคนประหลาดๆ นะครับ พอคนที่นั่งตรงข้ามถ่ายรูปแชะ เขาก็ซัดโฮกแกงเข้าปากใหญ่เลยครับ กินๆ อยู่ก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีก แบบนี้เขาเรียกอะไรนะครับ ไบโพลาร์รึเปล่า เอางี้ ผมไปบอกให้ไหมครับว่าพี่ไม่อยู่”
“ไม่ต้องๆ เขาเรียกหาก็ต้องไปสิ”
กยองฮาล้างมือ เช็ดให้แห้งด้วยการขยำผ้าขนหนูหนึ่งที จากนั้นเดินตรงไปที่โต๊ะของลูกค้า
“เรียกหาผมหรือครับ”
ตอนนั้นเอง คิมมินซอกที่เอาแต่จ้องหม้อดินนิ่งนานราวกับต้องการจะสืบเสาะให้เจอความลับอันยิ่งใหญ่ ถึงได้เงยหน้าขึ้นมา ยืดคอขึ้น จ้องกยองฮาเขม็ง
“เธอใช่ไหมที่เป็นคนทำแกงถ้วยนี้”