วันต่อมา ณ ร้านฮันอุลสาขาหลัก
กยองฮาที่มาเข้างานแต่เช้าจัดเตรียมวัตถุดิบและน้ำสต๊อกไว้พร้อมสรรพ ทำอาหารเช้าไว้รอสมาชิกทุกคนแล้วด้วย เมนูคือแกงเต้าเจี้ยวและหมูสามชั้นผัดซอส นับเป็นมื้อแรกตั้งแต่เขาปรุงแกงเต้าเจี้ยวได้เลเวล 4
อันอิลเท ชินยองฮี และจองซุนมานั่งรวมกันที่โต๊ะ
“กินข้าวด้วยกันแล้วค่อยไปไม่ดีหรือ” อันอิลเทมองกยองฮาที่ยังยืนอยู่พลางถาม
“ไม่เป็นไรครับ ไปถึงโน่นแล้วค่อยกินก็ได้ ผมมีอะไรต้องทำอีกนิดหน่อยครับ”
“เตรียมข้าวเช้าไว้ให้เราขนาดนี้ ตักกินสักคำแล้วค่อยไปเถอะค่ะ” ชินยองฮีท้วง
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ เดี๋ยวพักช่วงบ่ายๆ ผมกลับมาอีกที ทานให้อร่อยนะครับ” กยองฮายังคงยืนยัน
พูดจบ เขาก็ตรงไปสาขารองทันที กยองฮาที่ไปๆ มาๆ ระหว่างสองสาขา ไม่เคยผัดวันประกันพรุ่งต่อสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ ตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะได้เลื่อนเลเวล เขาก็สำเหนียกแล้วว่าตนควรพยายามอย่างต่อเนื่องให้ได้สม่ำเสมอ
เมื่อกยองฮาไปแล้ว ชินยองฮีก็หันไปทางอันอิลเท ความกังวลของเขายังไม่ลดระดับลงแต่อย่างใด…
เป็นเรื่องช่วยไม่ได้นี่นา ทั้งที่เชื่อว่าร้านจะไปได้ดีแท้ๆ จู่ๆ หลายอย่างก็พังครืนลงมาในพริบตา
“เถ้าแก่คะ ถือเสียว่าเห็นแก่คุณกยองฮา ลืมเรื่องร้านฝาแฝดไปเถอค่ะ ดูสิตั้งใจพยายามขนาดนั้น…”
“คงต้องอย่างนั้นแหละครับ บอกจะหาวิธีให้ได้ แล้วก็เหนื่อยอยู่คนเดียว… ผมเองก็รู้”
แต่ในความเป็นจริงหากพูดกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ยังจะมีทางไหนที่ทำให้อาหารอร่อยไปกว่านี้ได้อีก
“ใช่ค่ะ ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณกยองฮาเริ่มทำงานกี่โมง แต่เขาเตรียมทั้งวัตถุดิบกับน้ำสต๊อกไว้ให้ตลอดเลยค่ะ” จองซุนฟังทั้งคู่คุยกันแล้วก็พูดกับอันอิลเทบ้าง
“โอเคครับ เอาล่ะ งั้นมาทานข้าวกันเถอะ… ว่าแต่ วันนี้แกงเต้าเจี้ยวหอมเป็นพิเศษนะ ว่าไหม” อันอิลเทตอบรับ
“จริงด้วยค่ะ แต่สีซุปก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นะ” ชินยองฮีแสดงความเห็น
อันอิลเทเป็นคนตักชิมคนแรก
เพียงช้อนเดียว
เขากลืนน้ำลายเอื๊อกลงคอไปหนึ่งคำพร้อมแสดงสีหน้าตระหนก หันไปมองชินยองฮี พลางถาม
“แกงถ้วยนี้ กยองฮาเป็นคนทำใช่ไหม”
“ก็ต้องคุณกยองฮาทำอยู่แล้วค่ะ” เธอตอบ
ไม่ทันขาดคำ อันอิลเทก็เอาช้อนจ้วงตักแกงอีกรอบ ส่งเข้าปากเหมือนเป็นความเคยชินที่ทำมานับครั้งไม่ถ้วน มีบางอย่างที่ละเอียดอ่อนเกินบรรยายค่อยๆ เผยตัวออกมาจากที่ซ่อนทีละนิด
‘นี่มัน…’
ความนุ่มนวลกระจายอยู่ในปาก รสชาติความอร่อยวนเวียนติดปลายลิ้น กล้ามเนื้อใบหน้าหลุดจากการควบคุม…
เพลินมาก… ใช่เลย ความรู้สึกนี้เลย
นี่คือเหตุผลที่เขายิ้มโดยไม่รู้ตัว
ต่อมน้ำลายทำงานอย่างหนัก เรียกร้องต้องการลิ้มรสในปริมาณที่มากขึ้น มากขึ้น ตักช้อนที่สอง ตามมาด้วยช้อนที่สาม ตามด้วยช้อนต่อๆ มาก็แล้ว เหมือนปากจะไม่รู้จักคำว่าพอเสียอย่างนั้น
กลิ่นหอมหวนของความอร่อยตลบอบอวลอยู่ภายในปาก
ความเค็มที่พอดิบพอดีทำให้ยิ่งอยากเคี้ยวคำแล้วคำเล่าไปพร้อมๆ กับข้าวสวย วัตถุดิบที่ลอยอยู่ในน้ำซุป ไม่แต่เฉพาะปาก แม้กระทั่งดวงตาเขาก็ฉายความพึงพอใจออกมาให้เห็น
ส่วนประกอบเหล่านี้ไม่สุกจนเกินไป แล้วก็ไม่ดิบจนเกินไป ให้เนื้อสัมผัสที่วิเศษมาก
เขาชอบเต้าหู้อ่อนนุ่มที่ยังเด้งดึ๋งแบบนี้ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือหอยตัวอวบอ้วนที่กัดแล้วจมเขี้ยว เคี้ยวแล้วไม่มีเศษอะไรมากวนใจให้เสียรสชาติ ทุกอย่างละลายผสานกันช้าๆ… อันอิลเทเบิกตากลมโตราวโคมไฟ
เขาลากช้อนวนไปมาแล้วก็ก้มหน้าลงมอง ภายในถ้วยแกง สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงเปลือกหอย…
‘อะไร นี่เรากินหมดเลยรึ?’
แม้แต่ข้าวก็เกลี้ยงถ้วย แต่ท้องเขากลับไม่อิ่มเลยสักนิด
อันอิลเทหันไปจ้องถ้วยของชินยองฮีที่ยังคงมีน้ำซุปอยู่เล็กน้อยด้วยสายตาอิจฉาโดยไม่รู้ตัว
‘เอื๊อก’
ชินยองฮีมองอันอิลเทอย่างระแวดระวัง เธอกำลังอารักขาถ้วยแกงของตัวเอง เพราะสิ่งที่อันอิลเทรู้สึก เธอก็กำลังรู้สึกเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
มื้อเช้าจบลงแล้ว
จองซุนนั้นมีสีหน้าราวคนสิ้นหวังที่เพิ่งสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป เธอรีบวิ่งไปที่ครัวเพื่อเช็คดูในเตา แอบหวังว่าจะยังเหลือแกงติดก้นหม้อบ้าง
ส่วนอันอิลเทก็พยายามอย่างหนักหน่วงที่จะสลัดความรู้สึกเสียดายทิ้งไป หันมาเอ่ยปากถามชินยองฮีที่ยังคงนั่งรากงอกไม่ยอมลุกจากเก้าอี้
“เขาทำอีท่าไหนถึงต้มรสชาติขนาดนี้ออกมาได้”
แกงเต้าเจี้ยวถ้วยนี้ให้รสชาติที่ไม่เคยลิ้มลองจากที่ใดมาก่อนเลยจริงๆ
“นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากถามเหมือนกันค่ะ”
อันอิลเทที่มีถ้วยแกงเปล่าๆ ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า มองนิ่งตามทิศทางที่กยองฮาหายออกจากร้านไป
เขาคิดเป็นจริงเป็นจังอยู่ในใจ
‘กยองฮา… นี่เธอเสกอะไรลงไปในแกงเนี่ย’
***
กยองฮากำลังยืนคุยกับซุนกุก เขากลับมายังสาขารอง ดูแลจนกิจการยามบ่ายผ่านไปด้วยดี
“พี่กยองฮา! แกงเต้าเจี้ยวของพี่สุดยอดเลยครับ ไม่สิ บอกว่าสุดยอดคงเบาไป คือมันอร่อยมากจริงๆ อร่อยจนผมใจสั่นไปหมด” ซุนกุกมองกยองฮาแล้วเอ่ยปากชื่นชม
“ขนาดนั้นเลย คราวหน้าเดี๋ยวต้มให้กินอีก”
“อ้อ แล้วก็ผมขอเอาไปเขียนอัพลงโซเชียลนะครับ ตั้งแต่กินแกงเต้าเจี้ยวมาผมว่าของพี่อร่อยที่สุด”
“ขอบใจนะ… งั้นฝากหน้าร้านด้วย พี่เขาครัวก่อนล่ะ”
“ครับผม”
ขณะที่กยองฮากำลังสาวเท้าเดินเข้าครัวก็มีโทรศัพท์เข้ามาพอดี เสียงกริ่งโทรศัพท์ดึงให้กยองฮาเดินกลับมาที่แคชเชียร์ แล้วยกหูขึ้น
“ร้านฮันอุลครับ”
[กยองฮา ฉันเอง]
เสียงอันอิลเทแล่นมาตามสาย
“อ้อครับ เถ้าแก่ ว่ามาเลยครับ”
[เหนื่อยหน่อยนะ ขอบใจจริงๆ]
กยองฮาเดาบางอย่างเอาจากคำพูดอันอิลเทได้ ตอบกลับอย่างสำรวมโนlวลกูดอทคoม
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”
[ไม่อะไรกัน ทั้งหัวหน้าครัวทั้งฉันไม่มีใครทำได้ขนาดนี้เลยสักคน… เอาเถอะ ตั้งใจทำงานล่ะ]
“รับทราบครับ เอ้อ แล้วก็เรื่องซุนกุกน่ะครับ” กยองฮาพูดต่อ
[พูดมาได้เลย]
“ผมคิดว่าจะจ้างเขาเป็นพนักงานประจำ… เถ้าแก่คิดว่ายังไงครับ?”
อันอิลเทตอบกลับมาทันทีไม่มีลังเล
[จากนี้ไม่ต้องคอยถามฉันแล้ว ถ้าเป็นเรื่องร้านน่ะ ตัดสินใจเองได้เลย… เอาล่ะ แค่นี้ก่อนนะ]
หลังจากวางสาย กยองฮาก็ครุ่นคิด เขามองซุนกุกที่ยืนอยู่ตรงหน้า แล้วเอ่ยปากถามสั้นๆ
“ซุนกุก ตั้งแต่พรุ่งนี้ มาทำงานเป็นพนักงานเต็มตัวไหวไหม?”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เหรอครับ ได้เลยครับ จัดไป!”
“ดี ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้มาลุยกัน”
“ครับ ขอบคุณครับพี่ ผมจะตั้งใจเต็มที่เลยครับ”
สิ่งที่กยองฮาคิดขณะมองซุนกุกเมื่อครู่คือ ซุนกุกเป็นคนที่สนุกกับการทำงาน และเป็นคนโหงวเฮ้งดีหน้าตาดูอบอุ่นจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นงานชนิดไหน หากถามว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นที่ต้องมีในหัวใจล่ะก็ กยองฮาตอบได้เลยว่า ความสุข ความสนุกที่ได้ทำ และความจริงใจ ก่อนคุณสมบัติอื่นใด
***
หลายวันต่อมา ณ ร้านซังดุงงีของฝาแฝด สาขาสี่
แฝดน้องผิวปาก เอาสมาร์ทโฟนขึ้นมาไถหน้าจอเล่น
‘ไหนดูซิ วันนี้เป็นไงบ้าง?’
[ร้านอร่อย ร้านตามสั่ง ย่าน XX ]
เขาใส่คีย์เวิร์ดลงไปในช่องเสิร์ช จากนั้นคำที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาก็เด้งขึ้นมาให้เห็นว่า ‘ร้านอาหารซังดุงงี’ ผลการค้นหาเองก็ไม่ต่างกัน รีวิวที่เกี่ยวกับร้านอาหารซังดุงงีดูจะมีเยอะที่สุด
[ย่าน XX ร้านอร่อยแนะนำ ร้านซังดุงงี]
[อร่อยเบอร์นี้แต่ราคานี้ได้ไง แนะนำอย่างแรง ร้านซังดุงงี!]
[แกงเต้าเจี้ยวโคตรของความคุ้ม ร้านซังดุงงี ย่าน XX]
‘นั่นไง! ตอนนี้เราเข้ายึดพื้นที่ย่านนี้ได้หมดแล้วสินะเนี่ย’
เขาไถนิ้วต่อไปด้วยจิตใจที่แสนจะเบิกบาน แต่แล้ว…
[อร่อยบ้าไปแล้ว! แกงเต้าเจี้ยวร้านนี้ให้มิชลินสตาร์สามดวงก็ไม่เสียดาย]
หัวข้อของบล็อกรีวิวอาหารที่เขาคุ้นเคยโดดเด่นอยู่อันเดียวจนกระแทกตา ดึงความสนใจเขาไว้อยู่หมัด
‘แปลกแฮะ บล็อกนี้ปกติใช้คำง่ายๆ ไม่ค่อยจั่วหัวเว่อร์วังแบบนี้น… เดี๋ยวนะ จะว่าไปร้านเราขึ้นรีวิวแกงเต้าเจี้ยวไปแล้วตั้งแต่อาทิตย์ก่อนไม่ใช่เหรอ’
เขารู้สึกว่ามันประหลาดจนไม่ชอบมาพากล จึงเอานิ้วแตะตรงประโยคหัวข้ออย่างไว ทันทีเนื้อหารีวิวเด้งขึ้นมาเต็มจอ ตาของเขาก็เบิกกว้างจนแทบแตก
[ไปเยือนร้านแกงเต้าเจี้ยวที่ร่ำลือกันทาง SNS[1] เอาล่ะ ขอบอกก่อนว่าที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารเฉพาะทางแบบหรูหราหมาเห่าอะไรนะ เป็นแค่ร้านตามสั่ง ฉะนั้นเราสารภาพตามตรงว่าก่อนตักคำแรกตั้งความหวังไว้ค่อนข้างต่ำ เอางี้ ขอเล่าตอนจบเลยแล้วกัน มันอร่อยถึงขั้นบ้าบอมาก บ้าไปแล้ว… โมเมนต์นั้นคือ คิดคำอธิบายอื่นไม่ออกจริงๆ นอกจากคำนี้ ร้านชื่อฮันอุลล่ะมั้งนะ? เหมือนพ่อครัวจะยังหนุ่มแน่นกว่าที่คิดด้วย…]
“ฮะ ฮันอุล!” แฝดน้องโพล่งคำหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ทำเอาแฝดพี่ตกใจ รีบวิ่งออกจากครัวมาถาม
“เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น”
“พะ พี่ อ่านอันนี้ดู”
น้องชายยื่นสมาร์ทโฟนไปใกล้จนแทบจะชนหน้าพี่ ครู่หนึ่งให้หลัง พี่ชายก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“อุ๊บ ฮ่าๆ! อะไรของมัน แกงเต้าเจี้ยวมิชลินสตาร์สามดวง? ตลกเป็นบ้าเลยเจ้าของบล็อกนี้ โลกนี้มีแกงเต้าเจี้ยวแบบนั้นที่ไหนกัน”
“ไม่พี่ เขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ สักหน่อย มันแปลว่าอร่อยระดับนั้นต่างหากเล่า”
“รู้น่า ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว แกเองก็ลองคิดดูบ้างสิ มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
“อะไรเป็นไปไม่ได้”
“ก็แกงเต้าเจี้ยวร้านฮัลอุลไงล่ะ เราเพิ่งไปชิมมาเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนเอง แล้วจู่ๆ ด้วยเวลาแค่นี้มันก็อร่อยขึ้นจนสะท้านฟ้าสะเทือนดินเนี่ยนะ ทำยังไง? ด้วยวิธีอะไร?”
“ก็จริงอย่างที่พี่ว่านะ”
แฝดพี่ฟันธงข้อสรุปให้ว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องมาใส่ใจ
“โดนจ้างเขียนล่ะสิไม่ว่า หรืออาจจะเป็นพวกพาร์ทไทม์ก็ได้”
“ก็… คงงั้นแหละเนอะ”
“เออสิ เพราะฉะนั้นเลิกสนใจฝั่งโน้นซะ สนใจร้านเราให้มากขึ้นดีกว่า เมื่อกี้เห็นยุ่งจนตึงมือเหมือนกันนี่ เราคงต้องจ้างพนักงานเพิ่มแล้วมั้ง”
“โอเคพี่”
ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวดันไม่เป็นไปตามที่สองพี่น้องคาดไว้
หลายวันถัดมา แฝดน้องซึ่งเป็นคนดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายจำต้องเล่าถึงความผิดปกติบางอย่างให้แฝดพี่รับรู้
“พี่ ยอดขายเราเหมือนจะตกลงเรื่อยๆ นะ”
“มันคาบเกี่ยวช่วงวันหยุดน่ะ เสาร์ อาทิตย์ ลูกค้าพวกพนักงานบริษัทมักไม่ค่อยมากันหรอก แกก็รู้นี่”
“ไม่ๆ ลองเทียบกับวันหยุดของอาทิตย์ที่แล้วก็ยังเห็นชัด… ยิ่งกว่านั้น พี่ลองอ่านนี่สิ”
คนน้องยืนสมาร์ทโฟนให้ พร้อมกับเล่าต่อ
“ลองเสิร์ชคำว่า ร้านอร่อยของย่านนี้ดู แค่วันเดียวรีวิวของฮันอุลก็เพิ่มขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย เห็นไหม”
“หือ? …จริงด้วยแฮะ”
ครั้นได้เห็น สีหน้าของคนพี่ก็เปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึมจริงจัง หลังใช้ความคิดหนักหน่วงและตัดสินใจได้แล้ว เขาก็เอ่ยปาก
“ไม่ได้การแล้ว คงต้องไปดูกันสักหน่อย”
“นั่นสินะ แบบนั้นน่าจะดีที่สุด”
วันรุ่งขึ้น ฝาแฝดพี่น้องก็ไปเยือนร้านฮันอุลสาขารอง เป็นช่วงเวลามื้อกลางวันพอดี และทั้งคู่ได้กลายเป็นพยานพบเห็นสิ่งที่ครั้งก่อนยังไม่มี นั่นคือลูกค้าเข้าแถวเรียงคิวกันเพื่อรอเข้าร้าน
เมื่อครู่ตั้งใจว่าจะพูดอะไรก็นึกไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ สองพี่น้องต่างหากล่องเสียงของตัวเองไม่เจอเสียแล้ว…
……………………..
[1]SNS = Social Network Service หมายถึงช่องทางโซเชียลต่างๆ