ช่วงมื้อค่ำอันแสนวุ่นวายผ่านพ้นไป ขณะนี้เป็นเวลาเกือบ 2 ทุ่ม
“ขอเลิกงานครับ” เจด็อกที่เตรียมตัวออกกะยืนอยู่หน้าโต๊ะแคชเชียร์แจ้งกับเถ้าแก่
ปกติแล้วเมื่อถึงเวลา เถ้าแก่จะเป็นคนบอกเองว่าให้เลิกงานกลับบ้านได้ แต่นี่นึกจะเลิกก็เลิกเอาตามใจตัวเอง แถมตอนนี้ยังไม่ถึง 2 ทุ่มเลยด้วย
เถ้าแก่มองหน้าหนาๆ ของเจด็อก ไม่รู้ในใจยกธงขาวยอมแพ้ไปครึ่งหนึ่งแล้วหรืออย่างไร ถึงได้ส่งเสียงถอนหายใจหนักๆ ออกมา แต่ก็เอ่ยปากอนุญาต
“อืม… เลิกงานได้”
“ครับ ตั้งใจทำงานนะครับ”
เจด็อกผู้นี้แม้แต่มารยาทน้อยนิดก็แทบไม่มี เพราะขณะที่เขาพูด สายตากับคอจ้องแต่จะหันไปทางประตูร้านท่าเดียว การไปมาลาไหว้ของเขาเหมือนจะทำแค่พอเป็นพิธี
เถ้าแก่ส่งสายตาตามแผ่นหลังของเจด็อกที่ค่อยๆ ไกลออกไป ส่ายหน้าแล้วบ่นกับตัวเองว่า
“จึ๊ๆ … สงสัยต้องประกาศหาพนักงานอีกรอบเสียแล้ว”
เจด็อกออกจากร้านมาทั้งอย่างนั้น ขณะที่เดินอยู่บนถนน กระเป๋ากางเกงก็สั่นเตือนว่ามีสายเข้า เขาล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ
สายเข้าจากเถ้าแก่…
สำหรับเจด็อก เขามีคนที่ต้องเรียกว่า “เถ้าแก่” อยู่สองคน เถ้าแก่ (แซ่) อัน ที่เขาเพิ่งขออนุญาตเลิกงานออกมาเมื่อครู่ และเถ้าแก่ (แซ่) ชิน ที่จ้างเขาทำงานอยู่ก่อนแล้ว…
เถ้าแก่ชินจ้างเจด็อกทำงานมาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน
“ฮัลโหล?”
[ยังไง… ได้สูตรทำแกงกิมจิมาหรือยัง]
“ยังไม่ได้เลยครับ”
คำตอบของเจด็อกทำให้อีกฝ่ายโมโหทันที
[เข้าไปทำงานร้านนั้นตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้วนะ แค่ดูสูตรสักเมนูมันยากเย็นนักรึไง?]
“ตามนั้นเลยครับ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในครัวมีคนอยู่ตลอดเวลาครับ”
[ถ้างั้นกุญแจร้านล่ะ ไปเอามาสิ ยื้อเวลาเปิดร้านไว้ซะ… ถ้าแกเป็นคนเปิดประตูเสียอย่าง แค่ดูสูตรอาหารมันจะลำบากตรงไหน]
โดนจิกมากเข้าเจด็อกก็อดอารมณ์เสียไม่ได้ ตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า
“รู้แล้วครับ แค่เอามาให้ได้ก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือครับ”
[เหลือเวลาอีกแค่สองวันเท่านั้น ไม่ต้องเลือกวิธีใช้ แค่ไปเอามาให้ได้ก็พอ]
ปิ๊บ
น้ำเสียงแหลมคมพุ่งลอดมาตามสายก่อนจะถูกตัดทิ้ง เจด็อกผงะ
“ฮัลโหล?… เอ้า สายตัดไปแล้วนี่หว่า”
มาถึงขนาดนี้แล้วจะบ่นให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะ…
ระหว่างเดินกลับบ้านเจด็อกหน้าเครียดจนบิดเบี้ยว เขาพยายามคิดแผนการหาวิธีขโมยสูตรอาหาร มีแต่ต้องได้สูตรอาหารมาเท่านั้น เขาถึงจะหลุดพ้นจากเสียงก่นด่าของเถ้าแก่ได้เสียที
***
“ไม่มีจรรยาบรรณพ่อค้าเอาเสียเลย”
ได้ยินเถ้าแก่บ่นอุบอย่างนี้ กยองฮากับชินยองฮีที่อยู่ในครัวจึงได้แต่ส่งสายตามองกันไปมา
“ตอนมาที่นี่คุณกยองฮาเองก็เห็นแล้วใช่ไหมคะว่ามีร้านอาหารตามสั่งเพิ่งเปิดใหม่ใกล้ๆ ร้านเรา”
“ครับ ทำร้านอาหารเหมือนกัน จะทำเป็นไม่สนใจก็ไม่ได้เสียด้วย”
“ทำเกินไปจริงๆ ห่างจากร้านเราไม่ถึง 100 เมตรด้วยซ้ำ”
เถ้าแก่กำลังจ้องไปทางร้านนั้น ประจวบเหมาะกับคนทางร้านนั้นซึ่งอยู่ไม่ไกลจ้องกลับมาทางนี้พอดี
‘ยังไงก็ตาม เจด็อกจะต้องเอาสูตรอาหารมาให้ได้’
คนผู้นี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนเคยเป็นลูกค้าสั่งแกงกิมจิที่ร้านกยองฮามากินแล้วเกิดตกตะลึงในความอร่อย ถ้าจะให้บอกชัดกว่านั้น… เขาก็คือแมวมองที่แอบยื่นข้อเสนอให้กยองฮานั่นเอง
สถานที่ที่เขาเลือกไว้เพื่อเปิดร้านอาหารไม่ไกลจากร้านของพวกกยองฮา แต่ทำสัญญาเช่าไว้นานแล้ว แถมตอนนี้เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเปิดกิจการ และด้วยเหตุดังกล่าวเขาจึงต้องเข้าๆ ออกๆ ร้านโน้นร้านนี้ สอดแนมให้หมดว่าร้านอาหารรอบๆ มีฝีมือระดับไหน
จะเปิดร้านอาหารตามสั่งเหมือนกันแต่ดันทำไม่อร่อยเท่าก็แย่น่ะสิ ขืนเป็นแบบนั้นคงเห็นกันจะๆ ว่าไม่รอดแน่นอน เขาผู้เป็นเถ้าแก่ เหมือนเอาเชือกแขวนคอไปคล้องกับสูตรแกงกิมจิร้านนั้นแล้วก็ว่าได้ ต้องยอมรับว่าร้านของกยองฮามีแกงกิมจิที่อร่อยเหนือชั้นกว่าแกงกิมจิเจ้าไหนๆ ที่เคยกินมา
การตกแต่งภายในของร้านใหม่เสร็จสิ้นไปเมื่อวานนี้เอง ป้ายร้านใหม่ก็เอาขึ้นแล้วเรียบร้อย!
ด้านหน้าร้านมีพริตตี้สองคน หุ่นดีเนื้อนมไข่ยิ่งกว่านางแบบ ยืนยิ้มหวานคอยแจกของโปรโมชั่นให้แก่ผู้ที่ผ่านไปมาอย่างแข็งขัน
“อย่าทำพลาดล่ะ ได้สูตรเมื่อไหร่ ส่งข้อความมาให้ฉันก่อนเลยนะ”
เถ้าแก่ชินลงทุนไปไม่น้อยกับการสร้างร้าน และเขากังวลเหลือเกินกับเรื่องครัว ตอนนี้จึงหน้าดำคร่ำเครียดจนดูแทบไม่ได้ ฝ่ายเจด็อกที่โดนสั่งซ้ำซากเหมือนเอาตะปูตอกหูว่า “เอาสูตรอาหารมา” ก็หัวเสีย ได้แต่ตอบอย่างตัดรำคาญ
“รู้แล้วครับ มัวแต่คุยกันอยู่อย่างนี้ก็สายกันพอดี เดี๋ยวผมกลับมาครับ”
เจด็อกต้องกลายเป็นสายสืบไปจริงๆ
แต่ระยะไปกลับระหว่างร้านไม่ถึง 100 เมตรด้วยซ้ำ ไม่ใช่เรื่องยากสักนิด
‘ต้องรีบขโมยสูตร แล้วลาออกจากร้านนั้นซะ’
มีแววว่าาจะเข้ากะสาย ทันทีที่เจด็อกเปิดประตูร้านเขาก็เริ่มออกวิ่ง
แต่แล้วในขณะนั้นเอง จีฮยอนผ่านมาเห็นหน้าด้านข้างของเจด็อกเข้าด้วยความบังเอิญ เธอส่งเสียงเรียกโนlวลกูดอทคoม
“พี่เจด็อก!”
แต่เจด็อกวิ่งหายไปเสียแล้ว
“เอ๋? ไม่ได้ยินที่เรียกหรือไงนะ” จีฮยอนพึมพำกับตัวเอง
เจด็อกออกวิ่งไม่หยุดฝีเท้า เหงื่อเย็นเยียบไหลลงมาเรื่อยๆ
‘อะไรเนี่ย จีฮยอนมาทำอะไรในเวลาแบบนี้
เวลาเข้างานของจีฮยอนคือ 5 โมงเย็น แต่ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยง…
ด้วยความคิดว่าจีฮยอนอาจจะยังอยู่และเห็นเขาเข้าจริงๆ จึงต้องวิ่งวกอ้อมเข้าไปในซอกซอย ส่วนจีฮยอนนั้นรู้สึกสงสัยตงิดๆ ยืนมองร้านอาหารที่เจด็อกเพิ่งออกมา
“พี่เจด็อกมาทำอะไรที่นี่… หรือไม่ใช่หว่า เอาไว้เข้างานแล้วค่อยถามดูแล้วกัน”
จีฮยอนมีธุระส่วนตัวต้องจัดการจึงผ่านมาละแวกนี้ จังหวะที่กำลังจะผ่านไปดันเห็นเจด็อกเข้าพอดี เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มีลับลมคมใน แต่ก็เก็บความสงสัยพร้อมคำถามเอาไว้ เดินต่อไปยังจุดหมายที่ตั้งใจจะไปแต่แรก
เจด็อกวิ่งสุดพลังแล้วแต่ก็ยังมาสาย ต้องเข้างานเกินเวลาเที่ยงตรง เถ้าแก่โกรธจนควันออกหู เขาถลึงตามองหน้าเจด็อกแล้วถามเสียงดัง
“นายเจด็อก มาทำงานทั้งทีควรจะรักษาเวลาเข้าออกงานกันหน่อยไม่ใช่หรือไง”
แม้จะสายไปเพียง 10 นาที แต่อย่างไรกฎก็คือกฎ โดยเฉพาะพนักงานพาร์ทไทม์ที่คิดค่าจ้างเป็นชั่วโมงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับกฎนี้
‘ถ้าเราไม่บังเอิญเจอจีฮยอนเข้าตอนนั้นก็คงมาทันหรอก…’
จะเรียกว่าหัวขโมยที่ร้อนตัวคงไม่ผิด ในใจเจด็อกกำลังรู้สึกแบบนั้น เพราะหากถูกจับได้ว่าเป็นสายสืบขโมยสูตรอาหาร เขาคงต้องปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จากนั้นก็รับเงินเดือนเสียก่อนค่อยยอมให้ถูกไล่ออก
เถ้าแก่สุมความไม่พอใจไว้เต็มอกแทบระเบิดอยู่รอมร่อ ส่วนเจด็อกนั้นยังคงความหน้าหนาไว้เช่นเคย
“ก็สายแค่ 10 นาทีเองไม่ใช่เหรอครับ” นอกจากไม่มีสำนึกด้านมารยาทแล้ว สีหน้าที่แสดงออกยิ่งนับว่าไม่น่าดู
เถ้าแก่ส่ายหน้าไปมาคิดคนเดียวว่า มองมุมไหนเจด็อกก็ดูจะไร้หนทางเยียวยาไปเสียหมด กระทั่งสีหน้าแสดงความสำนึกผิดสักนิดก็ยังไม่มีให้เห็นเช่นนี้ ไม่รู้จะจับมาดุด่าว่ากล่าวเพื่ออะไร คงไม่ต่างกับการสีซอให้ควายฟังนั่นแหละ
“เออ ไปๆ ทำงานซะ”
“ครับ”
เถ้าแก่มองเจด็อกแล้วตัดสินใจอย่างเด็ดเด็ดขาด
‘ต่อให้เหนื่อยยากแค่ไหน ฉันจะจัดการทุกอย่างเอง’
แล้วเขาก็ปิดประกาศรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์คนใหม่พร้อมกับคิดหาวิธีไปด้วยว่า มีเหตุผลใดที่เหมาะเจาะกับการไล่เจด็อกออกบ้าง
ระหว่างนั้นเจด็อกที่ทำเป็นง่วนกับงานของตัวเองก็ไปผลุบโผล่แถวหน้าครัว พลางชะเง้อมองเข้าไป
เหมือนสถานการณ์ตอนนี้จะเป็นใจ หัวหน้าครัวออกไปไหนไม่รู้ ผู้ช่วยครัวก็กำลังหันหลังให้ เงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้นวางของก็พบสิ่งที่สันนิษฐานได้ว่า ต้องเป็นหนังสือรวมสูตรอาหารแน่
เขาเดินเข้าไปในครัวเพื่อดูลาดเลา ค่อยๆ หยิบหนังสือเล่มนั้นลงมา
ไม่ต่างจากที่คาดการณ์ไว้เลย มีตัวหนังสือเรียงแน่นเต็มเล่ม… สูตรอาหารแน่แล้ว!
เจด็อกเผยยิ้มตื่นเต้น โห่ร้องในใจ
‘จะ เจอแล้วโว้ย ทีนี้แค่ถ่ายรูปไว้ก็สำเร็จ’
กยองฮาที่ยืนหันหลังให้เมื่อครู่ จู่ๆ ก็หันหน้ามา เจด็อกจึงรีบร้อนเอาหนังสือซ่อนไว้ด้านหลัง กยองฮามองเจด็อกอย่างอ่อนใจพร้อมกับพูดขึ้น
“นี่ เจด็อก ตรงนี้ยังไม่มีอาหารให้ยกออกไปเสิร์ฟเสียหน่อยเข้ามาทำรุ่มร่ามอะไรน่ะ… ลูกค้าน่าจะทยอยมากันแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ครับ ออกไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” ตอบแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ ในใจนึกวางแผน
‘เดี๋ยวขออ้างไปเข้าห้องน้ำ ออกไปข้างนอกเอามือถือถ่ายรูปไว้ แล้วเอากลับมาวางที่เดิมก็จบภารกิจ!’
ช่วงมื้อเที่ยงผ่านพ้นไป ไม่ทันไรเวลาก็ล่วงเลยมาถึงบ่าย 3 โมง
“เฮ้ย เจด็อก จัดโต๊ะเตรียมกินข้าวไว้หน่อยสิ”
กยองฮาทำแกงเต้าหู้นุ่มเสร็จแล้ว ส่งเสียงไหว้วานให้เจด็อกเอาเครื่องเคียงไปจัดเรียงบนโต๊ะอาหาร
“เตรียมเสร็จแล้วครับ”
“เสร็จแล้ว…?”
ยังมีอะไรน่าประหลาดกว่านี้อีกหรือ… ปกติถ้าไม่มีคำสั่งเจด็อกจะไม่ทำอะไรเด็ดขาด แต่นี่กลับเตรียมโต๊ะอาหารเอง ทำโดยที่ไม่มีใครสั่งเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ หากกยองฮารู้เบื้องลึกเบื้องหลังคงได้มีข่มเขี้ยวเคี้ยวฟันกันแน่นอน แต่นี่เพราะไม่รู้อะไรเลย ถึงได้แต่แปลกใจ
“ไม่ได้สั่งก็ทำเองเป็นเหรอเนี่ยเรา เอ้า ไปเชิญเถ้าแก่มาทานข้าวได้แล้ว”
“ครับ”
อาหารจัดเตรียมเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทุกคนนั่งลงนั้น เจด็อกก็พูดขึ้น
“ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะครับ เดี๋ยวกลับมากิน”
“ไปเถอะ”
ไม่มีใครรู้สึกถึงความแปลกประหลาดสักคน เจด็อกซอยเท้าเร็วจี๋มุ่งไปยังห้องน้ำของตึกข้างๆ เขาดึงหนังสือสูตรอาหารที่ซ่อนไว้ออกมา เอามือถือจ่อแล้วถ่ายรูปทีละหน้า ทีละหน้า
“เสร็จแล้ว ทีนี้เอามันไปคืนที่เดิมก็จะจบอย่างสวยงาม ง่ายแค่นี้เองนี่หว่า!”
เจด็อกเก็บความดีใจเอาไว้ ส่งภาพสูตรอาหารไปให้เถ้าแก่ทันทีอย่างโล่งใจ