ชินยองฮีตอนนี้ทั้งหัวทั้งใจร้อนไปหมด นึกถึงป้าจินผู้ช่วยครัวแล้วก็กล่าวโทษป้าไล่ย้อนไปถึงเรื่องสมัยพระเจ้าเหาเลยทีเดียว
“โอ๊ย… หงุดหงิดที่สุด ทำไมตอนคับขันแบบนี้ถึงไม่มา ปล่อยให้ลำบากลำบนอยู่คนเดียว”
จู่ๆ เธอก็โพล่งประโยคไม่เสนาะหูขึ้นมาเฉยๆ ทำเอากยองฮาสะดุ้ง
กาลเวลาไม่เคยคอยใครอยู่แล้ว ตอนนี้ร้านเต็มแน่นไม่มีที่ว่างเหลือ แถมยังมีออเดอร์ข้าวกล่องล็อตใหญ่เข้ามาอีก จังหวะนั้นชินยองฮีจึงเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาโดยไม่ทันระวัง
“นี่ถ้าป้าจินอยู่ คงทำเสร็จทุกอย่างไปแล้ว…”
และสิ่งที่เธอพูด กยองฮาก็ได้ยิน
“…”
เวลามาทำงานแทนคนอื่นแล้วดันเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็กระอักกระอ่วนใจได้เหมือนกัน
“ถือเสียว่าไม่ได้ยินก็แล้วกันนะคะ ยังไงเดี๋ยวฉันทำทั้งหมดเอง”
เธอพยายามผ่อนความโกรธ แล้วลงมือทำอาหารต่อไป จะโดนตำหนิอย่างไรก็ต้องทำให้เสร็จอยู่ดี คิดดูว่าเธอยุ่งจนสติหลุดขนาดไหน ออเดอร์สำคัญอย่างข้าวผัดกิมจิเธอยังลืม
กยองฮาสอดส่องดูท่าทีให้แน่ใจว่าทางสะดวก ก่อนจะค่อยๆ เขยิบคืบเข้าไป เอามือจับกระทะ
ไม่มีเสียงเตือนใดๆ ดังขึ้น
มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วสิ ก็บนกระทะไม่มีวัตถุดิบสักอย่างเดียวไม่ใช่หรือ เมื่อหาวิธีอื่นไม่ได้ กยองฮาจึงหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชั่นค้นหาอย่างระมัดระวัง จากนั้นเสิร์ชคำว่า ข้าวผัดกิมจิ
‘หั่นกิมจิเป็นชิ้นเล็ก สับหอมหัวใหญ่แต่ไม่ต้องละเอียด ผสมเครื่องปรุงรสให้เข้ากันโดยใช้น้ำตาล 0.5 ส่วน น้ำจากกิมจิ 3 ส่วนและโคชูจัง 0.3 ส่วน ใส่น้ำมันพร้อมน้ำมันงาลงในกระทะ เคลือบให้ทั่วก่อนหย่อนกิมจิลงไปผัดจนนิ่ม ต่อด้วยหอมหัวใหญ่ ผัดให้สุกจึงเริ่มใส่ข้าวลงไป…’ กยองฮาเริ่มทำข้าวผัดกิมจิตามที่อ่านเป๊ะๆ
พอเริ่มผัดได้สักระยะ เหนือกระทะก็ปรากฏมาตรวัดขึ้น
[ข้าวผัดกิมจิ ขณะนี้…กำลังดำเนินการ 47%]
กยองฮาพูดอะไรไม่ออก
‘นี่เราเล่นเกมอยู่หรือไง’
ผัดซ้ายผัดขวาไปสักพัก จู่ๆ เสียงเตือนก็ดังขึ้นในหูอีกแบบไม่ทันตั้งตัว
[ระวัง! กรุณาคลุกข้าวให้ทั่วถึง มิฉะนั้นจะได้ผลลัพธ์เป็นข้าวผัดที่รสชาติไม่เข้าเนื้อ]
กยองฮาหน้านิ่วคิ้วขมวด ที่เสียงเตือนยังไม่หายไปน่าจะเป็นเพราะข้าวฝั่งหนึ่งไม่โดนเครื่องปรุงเลยแม้แต่น้อย ยังเป็นสีขาวสะอาดเหมือนเพิ่งใส่ลงไป เขาเอาตะหลิวกดข้าว ลองคลุกไปมาจนสภาพดีขึ้นกว่าเมื่อครู่หน่อยหนึ่ง
[ให้เวลาใส่ซอสปรุงรส เริ่ม 5, 4, 3…]
เดี๋ยวนี้มีนับถอยหลังให้ด้วยเรอะ…
ถึงจะรู้สึกน่าขันแค่ไหน กยองฮาก็ยังคงทำตามเสียงเตือน จนในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย
การทำข้าวผัดกิมจิยังไม่จบแค่นี้ หลังจากเอาข้าวที่ผัดเสร็จแล้วใส่ลงในจาน จะต้องมีไข่ดาวโปะหน้า โรยผงสาหร่ายและงาอีกชั้นหนึ่งด้วย ตอนทอดไข่เพื่อโปะหน้า เสียงกวนใจก็ยังคงดังมาให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็เสร็จสิ้นทุกกระบวนการอันแสนจะสับสนวุ่นว่าย
ขณะกำลังปาดเหงื่อเย็นๆ ที่เกาะพราวตามหน้าผาก สรรพเสียงหลากหลายก็ดังเข้ามาในหูพร้อมๆ กัน
[ว้าว! ข้าวผัดกิมจิดำเนินการเสร็จสิ้น]
[ระดับฝีมือการทำข้าวผัดกิมจิเพิ่มขึ้น]
[ข้าวผัดกิมจิเลเวล 1 ถือกำเนิดขึ้นแล้ว]
เมื่อแตะจานข้าวผัดกิมจิที่ทำเสร็จ ข้อมูลสูตรอาหารลักษณะเดียวกับแกงเต้าเจี้ยวคราวก่อนก็ปรากฏให้เห็น
[ข้าวผัดกิมจิของมือใหม่หัดเข้าครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 1
วัตถุดิบ: กิมจิ หอมหัวใหญ่ ข้าวสวย น้ำกิมจิ น้ำตาล โคชูจัง ผงสาหร่าย
ขั้นตอนการปรุงอาหาร:
หั่นกิมจิเป็นชิ้นเล็กๆ
สับหอมหัวใหญ่แต่ไม่ต้องละเอียด ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
.
.
.
ขณะจะถือจานเดินไปยังหน้าห้องครัวนั้นเอง
“คุณกยองฮาคะ”
เสียงเรียกติดจะแหลมสูงของชินยองฮีเล่นเอากยองฮาตกอกตกใจจนต้องเหลียวหลังกลับมา
“ครับผม?”
“จานนั้นคุณกยองฮาทำเองเหรอคะ”
“อ่า ครับ…” กยองฮาเกาจอนผม ยิ้มแห้งๆ
“ทำยังไงคะนั่น รู้สูตรอยู่แล้วเหรอ”
“ปะ เปิดเน็ตแล้วก็ทำตามเอาครับ ไม่รู้ใช้ได้ไหม”
ชินยองฮีหน้าเครียด สิ่งที่ปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาดคือการนำอาหารที่ทำมั่วซั่วออกไปเสิร์ฟ เธอหยิบช้อนส่วนตัวจ้วงตักข้าวผัดกิมจิขึ้นมาโดยที่ยังคงสภาพเดิมไว้ แล้วชิมดู
สีหน้ามู่ทู่เมื่อครู่คลายออกทันที
“อื้ม อร่อยนะเนี่ย ใช้ได้เลยค่ะ คุณกยองฮาทำอาหารเก่งแฮะ อาศัยแค่ดูจากเน็ตก็ทำได้ขนาดนี้เลย”
ขึ้นชื่อว่าการทำอาหาร จะง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไร หากเพียงแค่มองสูตรแล้วทำออกมาก็อร่อยเลย อย่างนั้นใครหน้าไหนก็คงเป็นเชฟเป็นพ่อครัวแม่ครัวได้หมดน่ะสิ
“ถึงจะชมตามมารยาทก็ขอบคุณมากครับ” ไม่รู้เป็นเพราะได้คำชมหรืออะไร รอยยิ้มกยองฮาแทบจะไปถึงใบหู
“ไม่เลยค่ะ อร่อยจริงๆ นะ จานนี้เอาออกไปเสิร์ฟได้เลย ฉันลืมข้าวผัดกิมจิไปเสียสนิท ขอบคุณมากนะคะ”
เมื่อถึงเวลา เถ้าแก่ก็ยื่นหน้าเข้ามาในครัว
“ข้าวผัดกิมจิล่ะ!”
“อยู่นี่แล้วครับ”
เถ้าแก่ฉวยจานที่กยองฮายื่นให้ รีบเอาไปเสิร์ฟลูกค้า ทางฝั่งลูกค้าที่มีสีหน้าไม่พอใจแต่เมื่อได้ข้าวผัดและตักชิมดูแล้ว ก็คลายความหงุดหงิดลงอย่างรวดเร็ว
“โอ้ อร่อยนะ”
กยองฮาที่แอบดูอยู่ยิ่งกว่าภูมิใจ
ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร สำหรับชินยองฮีแล้ว ความช่วยเหลือเล็กน้อยที่ได้รับจากกยองฮาครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินคาด เธอถึงกับอารมณ์ดีมากพอจะสะสางออเดอร์ที่ยุ่งเหยิงให้คลี่คลายได้อย่างเป็นระบบ อาหารต่างๆ ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องสู่ห้องอาหาร เถ้าแก่ก้าวอย่างฉับไวราวติดปีกเพื่อเสิร์ฟอาหารโต๊ะต่อโต๊ะ
ส่วนกยองฮานั้นลอบสำรวจสภาพตนเองเงียบๆ
‘เริ่มจากมองเห็นสูตรอาหาร เวลาหั่นหรือทำอาหารจะได้สกิลใหม่ ระดับฝีมือเพิ่มขึ้น และยิ่งทำก็ยิ่งได้เลื่อนเลเวล ตอนนี้เป็นระดับมือใหม่… คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ใช่ไหมนะ’
***
หลายวันให้หลัง
กยองฮายังคงไปทำงานตามปกติเหมือนทุกวัน เขากำลังทำความสะอาดห้องอาหารอยู่ ใจนึกไปถึงตอนที่ได้ทำงานแทนผู้ช่วยครัวเมื่อวันก่อน แม้จะยุ่งวุ่นวายเหลือเกินแต่เขาก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น ค่าจ้างก็ได้เพิ่มขึ้นด้วย เป็นความรู้สึกที่ไม่เลวเลย ยิ่งไปกว่านั้นความรู้สึกที่ได้ทำอาหารรวมถึงรสสัมผัสและรสมือทำให้เขาลืมไม่ลงไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ความคิดนั้นอยู่ได้แค่ครู่เดียวก็ถูกขัดจังหวะ จู่ๆ ชินยองฮีก็ตะโกนเสียงดังออกมาจากฝั่งครัว
“ขอร้องเถอะค่ะ ช่วยทำไปเก็บไปจะได้ไหมคะ!”
“ทำให้เสร็จแล้วค่อยเก็บทีเดียวก็ได้!” เสียงตะโกนแหบๆ เสียงที่สองนี้เป็นของผู้ช่วยครัว
ทั้งกยองฮาที่กำลังเช็ดโต๊ะ และเถ้าแก่ที่กำลังนับเงินอยู่ตรงแคชเชียร์หันหน้าไปทางครัวพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
เสียงในครัวยิ่งดังมากขึ้น
‘อยู่อย่างสงบได้ไม่เท่าไหร่ ก็เปิดศึกกันขึ้นมาอีกแล้ว’
ด้วยความคิดจะตัดไฟแต่ต้นลม เถ้าแก่จึงพุ่งตัวไปยังห้องครัวอย่างรวดเร็วราวกับจรวด
“โอย มีเรื่องอะไรกันอีกครับ” ถึงจะกล้าๆ กลัวๆ เขาก็ยังพยายามเข้าไปห้ามทัพ
แต่ทั้งคู่ผิดใจกันไปใหญ่โตเสียแล้ว การที่เขาเข้ามาแทรกจึงเหมือนเป็นการไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างหนึ่ง บนหน้าผากของเถ้าแก่ ถ้าเหงื่อไหลออกมาได้ คงไหลลงมาเป็นทาง
ที่จริง ตั้งแต่ก่อนกยองฮาจะเข้ามาทำงานที่นี่ ชินยองฮีกับคุณป้าผู้ช่วยครัวก็ถกเถียงทะเลาะกันอยู่เป็นประจำ และทุกครั้งส่งผลให้กิจการต้องชะงัก
ชินยองฮีนั้นไม่พอใจคุณป้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะงานที่ป้าได้รับมอบหมายไปแต่ละอย่าง แกจะทำเฉพาะที่อยากทำเท่านั้น สูตรอาหารทุกชนิดปรับเอาเองโดยเห็นเป็นเรื่องปกติ ความเอาใจใส่ก็น้อยเกินไป และไม่ใช่แค่ครั้งหรือสองครั้งที่มาเข้างานสายเกิน 10 หรือ 20 นาที ยังไม่หมดเท่านี้ เมื่อไม่กี่วันก่อน แกขาดงานกะทันหันโดยอ้างว่ามีธุระส่วนตัวต้องไปจัดการ ซึ่งพอให้เล่ารายละเอียดก็แทบหาความน่าเชื่อถือไม่ได้ สุดท้ายเหตุผลที่ให้มาก็พอถูไถจนผ่านไป ช่างเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบจริงๆ
นอกจากนี้ยังเรียกได้ว่าเป็นประเภท ‘ฉันทำได้ แต่คนอื่นห้ามทำ’
ตัวเองทำผิดตรงไหนมักแก้ต่างจนเป็นนิสัยว่าคนเราก็พลาดกันได้ แต่ถ้าใครทำอะไรผิด ต่อให้เป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว แกจะลากแว่นขยายมาทำให้เรื่องมันใหญ่เอง บางเรื่องก็แจ้งเถ้าแก่ไม่ได้เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเท่าไหร่ อย่างเช่น การค่อยๆ ตอดเล็กตอดน้อยแอบเอาวัตถุดิบหรือซอสกลับบ้าน หรือพวกผลไม้ราคาแพงก็ตามแต่ จะแค่ไหนแกก็กล้าเอา นี่มันการลักขโมยแบบโจ่งครึ่มเลยไม่ใช่หรือ
ในขณะเดียวกัน แกก็ทำงานเป็นผู้ช่วยครัวมานาน คงจะคิดว่าตัวเองได้ขึ้นเป็นขุนนางแล้ว ชินยองฮีเข้ามาทีหลังแต่คอยมาสั่งให้ทำโน่นทำนี่ แกจึงรู้สึกไม่พอใจเอามากๆ
สายตาแรงกล้าของชินยองฮียังคงสาดไปที่คุณป้าอย่างต่อเนื่อง
“คืออย่างนี้นะคะ… ถ้าหั่นได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็เอาเศษที่กองสกปรกบนพื้นไปทิ้งให้เรียบร้อยก่อน แค่นี้ต้องโมโหใส่กันแบบนี้ด้วยหรือคะ”
ผู้ช่วยครัวเหลือบตาเล็กๆ ของเธอขึ้นมอง พร้อมกับแผดเสียงแหบห้าว ไม่เหมือนเสียงผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย
“ฉันเป็นพวกทำเสร็จแล้วค่อยเก็บกวาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คนก่อนๆ ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาเลย”
เถ้าแก่กำลังรอดูท่าทีและสังเกตไปตามสถานการณ์ พื้นครัวในตอนนี้สภาพเหมือนบ่อขยะย่อมๆ
มองดีๆ จะเห็นพลาสติกสำหรับห่ออาหารถูกฉีกเป็นริ้วๆ ปลิวว่อน มีเศษผักและเปลือกผักที่ปอกทิ้งรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีเปลือกผลไม้ที่แอบปอกมากินเล่นหล่นเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น นี่ถ้าเทศกิจเข้ามาตรวจมาตรฐานความสะอาดในพื้นที่ล่ะก็ รับรองได้อับอายขายหน้ากันไปทั้งบาง
คนที่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าครัวคือชินยองฮี เปรียบได้กับผู้บัญชาการอย่างไม่ต้องสงสัย และตอนนี้คนที่กำลังทำตัวเข้าทำนอง ‘รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง’ อยู่ก็คือคุณป้าผู้ช่วยครัว
“เออ ฉันมันสกปรกซกมกเอง ไม่ทงไม่ทำแล้ว พอใจหรือยัง! ฉันพอแล้ว ฉันขอลาออก!”
สบถไม่พอยังปาผ้ากันเปื้อนทิ้งด้วย แน่นอนว่าการกระทำทุกอย่างอยู่ในสายตาของเถ้าแก่
‘เฮอะ ชินยองฮี หล่อนคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่หล่อนต้องการหรือไง’
ปกติเถ้าแก่จะเป็นคนกลางคอยผ่อนสถานการณ์ให้เสมอ เหตุผลก็เห็นกันชัดเจนอยู่แล้วว่าการจะหาคนมีประสบการณ์มารับตำแหน่งผู้ช่วยครัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
10 วินาที ผ่านไปอย่างเงียบกริบ คุณป้าไม่ได้พูดอะไรแม้สักคำ ทำเพียงปรายตามองไปทางเถ้าแก่อยู่หลายครั้ง
‘น่าจะถึงเวลาออกมาไกล่เกลี่ยได้แล้วนี่นา…’
จังหวะนั้นเองที่เถ้าแก่เปิดปากพูดขึ้นมา